
ระบอบสีน้ำเงิน อำนาจรวมศูนย์ส่อเขย่ารัฐบาลอนุทิน กลางไฟการเมืองไทย
อำนาจที่ดูแข็งแกร่งของระบอบสีน้ำเงินกำลังถูกทดสอบจากเศรษฐกิจ คดีฮั้ว สว. ปมล็อกสเปก และรอยร้าวในมหาดไทยที่กระทบเสถียรภาพรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างหนักขึ้นทุกวัน
KEY
POINTS
- รัฐบาล "ระบอบสีน้ำเงิน" ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย กำลังรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านการคุมเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
- อำนาจที่รวมศูนย์กำลังเผชิญแรงกดดันและความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และข้อกล่าวหาทุจริตในโครงการสำคัญต่างๆ
- ความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงจากปัญหาคอร์รัปชันและคดีฮั้ว สว. กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทิน
ระบอบสีน้ำเงินภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย กำลังยืนอยู่บนสมการการเมืองที่ย้อนแย้งที่สุดด้านหนึ่ง คือยิ่งดูแข็งแกร่งจากการรวมศูนย์อำนาจมากเท่าใด แรงกดดันจากเศรษฐกิจ คดีทุจริต และความไม่ไว้วางใจต่อกลไกรัฐ ก็ยิ่งขยายตัวตามไปเท่านั้น
ภาพใหญ่ของอำนาจเริ่มจากการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองที่เปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นแกนนำ รัฐบาลถูกมองว่าถือเสียง สส. 193 เสียง ผนวกกับ สว. ราว 160 เสียง จนมีอำนาจเกินครึ่งของ2สภา เมื่อวุฒิสภายังมีบทบาทคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ เงาของระบอบสีน้ำเงินจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝ่ายบริหาร แต่ทอดยาวไปถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบราชการ องค์กรตรวจสอบ และกลุ่มทุนที่เริ่มไหลเข้าหาศูนย์อำนาจเดียว
อย่างไรก็ตาม อำนาจที่รวมศูนย์เกินไปย่อมสร้างแรงเสียดทาน รัฐบาลนี้กำลังถูกทดสอบจากผลงานด้านเศรษฐกิจที่ยังไม่ตอบโจทย์ปากท้องประชาชน การโอนงบประมาณที่ตั้งเป้า 100,000 ล้านบาท แต่ทำได้ต่ำกว่าเป้าอย่างมาก กลายเป็นสัญญาณว่ากลไกราชการไม่ได้เดินตามคำสั่งการเมืองอย่างราบรื่นเสมอไป ขณะที่ SME หนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพยังเป็นภาระหนัก แม้ราคาน้ำมันโลกลดลง แต่ราคาสินค้าในประเทศยังไม่สะท้อนความผ่อนคลายนั้น
อีกด้านหนึ่ง พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะครึ่งหลัง 200,000 ล้านบาท ถูกตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนและความเสี่ยงเรื่องเงินทอน หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่กระทบต่อฐานกฎหมายของมาตรการนี้ รัฐบาลอาจเสียทั้งเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและความชอบธรรมทางการเมืองในเวลาเดียวกัน
แผลที่ทำให้ภาพรัฐบาลหมองลงชัดเจน คือข้อกังขาโครงการ AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องการล็อกสเปกและการเขียน TOR ที่อาจเอื้อกลุ่มทุนเดิม ประเด็น “เจ๊สุ” จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตัวบุคคล แต่สะท้อนคำถามใหญ่กว่า คืออำนาจรัฐกำลังถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อจัดวางผลประโยชน์ให้เครือข่ายเฉพาะกลุ่ม
รอยร้าวยังปรากฏในกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดภูเก็ต กรณีข้าราชการระดับสูงถูกกล่าวหารีดไถเจ้าของโรงแรมหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน ทำให้การสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ ถูกมองเป็นทั้งการดับไฟเฉพาะหน้าและการตัดตอนแรงปะทะภายใน หากการตรวจสอบของ ปปง. ป.ป.ช. และ DSI ขยายผลไปถึงเครือข่ายราชการและการเมือง ความเสียหายอาจไม่หยุดอยู่แค่จังหวัดเดียว
โจทย์ใหญ่ที่สุดยังอยู่ที่คดีฮั้ว สว. ซึ่งสังคมจับตาว่า กกต. จะเลือกดำเนินคดีเฉพาะรายย่อย หรือแตะถึงผู้มีอำนาจตัวจริง เกม “จับปลาซิวปล่อยฉลาม” หากเกิดขึ้นจริง จะกัดกร่อนความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระและย้อนกลับมากระทบฐานอำนาจของรัฐบาลเอง
ท้ายที่สุด ระบอบสีน้ำเงินอาจไม่ได้พ่ายแพ้เพราะเสียงในสภา แต่พ่ายแพ้เพราะความเชื่อมั่น หากรัฐบาลอนุทิน 2 ยังขาดผลงานเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และปล่อยให้ข่าวทุจริตซ้อนทับกับการรวมศูนย์อำนาจ การปรับ ครม. แบบไม่ยึดโควตาบ้านใหญ่จึงอาจไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นเพื่อยื้อความชอบธรรมของรัฐบาล







