
จีดีพีเพิ่ม คนจนพุ่ง โจทย์ที่รัฐบาลต้องแก้
ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2 ของปี 2560 พบว่าออกมาดีเกินคาด โดยขยายตัวได้ 3.7% สูงกว่าไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.3% ทำให้จีดีพีครึ่งปีแรกขยายตัว 3.5%
ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2 ของปี 2560 พบว่าออกมาดีเกินคาด โดยขยายตัวได้ 3.7% สูงกว่าไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.3% ทำให้จีดีพีครึ่งปีแรกขยายตัว 3.5%
ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของจีดีพี นอกจากการส่งออกซึ่งเป็นสัดส่วนหลัก 70% โดยไตรมาสนี้ขยายตัวได้ 8% จากไตรมาสแรกขยายตัว 6.8% และล่าสุดตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ค.ยังเพิ่มต่อเนื่อง ขยายตัวถึง 10.48% มูลค่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ 7 เดือน ส่งออกขยายตัว 8.2% มีมูลค่า 1.32 แสนล้านดอลลาร์ กลุ่มสินค้าส่งออกที่ขยายตัว ได้แก่ ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการส่งออกยังเป็นเฉพาะบางกลุ่ม เช่น ข้าว ยางพารา ชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งยังกระจุกตัว ขณะที่ยังมีปัจจัยด้านเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งเมื่อคิดในรูปเงินบาท การส่งออกขยายตัว 4.9% โดยแนวโน้มเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปีนี้ โดย สศช.ปรับคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนทั้งปีอยู่ที่ 34-35 บาท/ดอลลาร์ จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 35-36 บาท/ดอลลาร์
สิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งตัวเลขจีดีพีที่ขยายตัวสูง การส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ในแง่กำลังซื้อยังไม่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค. ยังลดต่ำลงต่อเนื่อง และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน รวมทั้งมีความกังวลเพิ่มขึ้นจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร ทำให้กำลังซื้อของคนในต่างจังหวัด ลดลง และผู้บริโภคยังมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีเชื่อมั่นในอนาคตลดลงเช่นเดียวกัน
กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย บอกว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ เป็นการโตแบบไม่ทั่วถึง โดยถึงแม้ว่าตัวเลขการส่งออกจะดี แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ได้ดีตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะรายได้ของแรงงานนอกภาคเกษตรทรงตัวและ มีแนวโน้มหดตัวลง
ทั้งนี้ แรงงานนอกภาคเกษตร ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีรายได้ระดับ ปานกลาง พนักงานบริษัท ข้าราชการ ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในช่วงที่ผ่านมา แต่ในช่วง 2-3 ปีที่เศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มนี้ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันบางส่วนถูกตัดลดโอที ลดชั่วโมง การทำงาน ซึ่งหลายกลุ่มรายได้ยัง ไม่กลับมา
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาด้านการผลิต โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรม การผลิตชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก โดยขยายตัวที่ 1% สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลง 0.1% กลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ ลดลง 1.4% ที่สำคัญอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 59% เทียบกับช่วงเศรษฐกิจดีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80%
ขณะที่ศูนย์ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เห็นว่ากำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยมีแนวโน้มอ่อนแอ เห็นได้จากตัวเลขการจ้างงานในช่วงครึ่งแรกของปีหดตัวลง 0.2% โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิต ลดลงถึง 3% แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของการ ส่งออกอาจไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การจ้างงานในอุตสาหกรรมต่างๆ มากนัก เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ได้รับผลดีจากการส่งออกส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานน้อย
นอกจากนี้ ต้องจับตารายได้ภาคเกษตรมีแนวโน้มชะลอตามราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดที่เริ่มปรับตัวลดลงจากในช่วงต้นปี เช่น ราคายาง ราคามันสำปะหลัง ราคาปาล์มน้ำมัน เป็นต้น ทั้งนี้มาตรการภาครัฐจะเข้ามาเป็นแรงสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศที่สำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งเม็ดเงินอัดฉีดจากงบกลางปี 2017 มูลค่า 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะกระจายสู่พื้นที่จังหวัดต่างๆ มากขึ้น และมาตรการช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อยตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะเริ่มแจกจ่ายในเดือน ต.ค.นี้
ข้อมูลดังกล่าว สะท้อนว่ารายได้ของกลุ่มแรงงานนอกภาคเกษตร ยังคงเผชิญสถานการณ์รายได้ที่หดตัวลง ต่อเนื่อง ซึ่งทำให้กำลังซื้อยังคงไม่ กลับมา แม้การส่งออกจะดีขึ้นก็ตาม รวมทั้งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวย คนจน ซึ่งดูเหมือนว่าช่องว่างจะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตระหนักเช่นเดียวกัน เพราะได้เห็นข้อมูลจากการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 14 ล้านคน มีผู้ที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 1 แสนบาท รายได้ต่อเดือนแทบจะไม่พอใช้จ่าย โจทย์ของรัฐบาลคือทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการในการจัดทำงบประมาณปี 2562 ต้องจัดสรรงบลง พื้นที่ทั้ง 6 ภูมิภาค เพื่อเพิ่มการ จ้างงานในพื้นที่ให้มากขึ้น
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำช่องว่างระหว่าง คนจนกับคนรวยนี้อย่างไร เพราะ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาการปฏิรูป ขณะที่การอัดฉีดเงินลงเศรษฐกิจฐานรากก่อนหน้านี้ ทั้งการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เงินตำบลละ 5 ล้านบาท ไม่เห็นผลในแง่กระตุ้นกำลังซื้อให้ฟื้นขึ้นมาได้ เพราะไม่ใช่การ แจกเงินเหมือนรัฐบาลชุดก่อน แต่ อยู่ในรูปการให้สินเชื่อสนับสนุนปัจจัยการผลิต เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ในแง่ของการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 3.2% ในไตรมาส 2 นี้ จากไตรมาสก่อนหน้านี้ลดลงต่อเนื่อง โดยเป็นการขยายตัวในเกือบทุกหมวด ทั้งการลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมิเนียม และการก่อสร้างที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย อาทิ โรงแรมและโรงพยาบาล รวมถึงการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรกลับมาขยายตัวได้
อย่างไรก็ตาม การลงทุนก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยังลดลงต่อเนื่อง ที่ 9.1% สะท้อนว่าภาคการผลิตยังไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัวลง 7% เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาส ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเร่งเบิกจ่ายไปในช่วงก่อนหน้านี้แล้ว และไม่ได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 2 หลังมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กได้เสร็จสิ้นโครงการไปแล้ว
ทั้งนี้ หากรัฐไม่สามารถเร่ง เบิกจ่ายได้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2560 ก็อาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งปีหลังไม่ ได้ดีอย่างที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ ก็เป็นได้ n







