
5 ข้อควรรู้ก่อนลงทุน ในต่างประเทศ
หมอนัทสวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกครั้งในคอลัมน์ Fund Clininc แห่งนี้ครับ หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มปรับตัวดีขึ้นทำ New High อีกครั้ง ซึ่งผมเชื่อว่ายังคงมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มที่เป็นขาขึ้นต่อไปอีกได้ ตามแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่เราอาจจะเห็นการปรับฐานระหว่างทางได้บ้าง อันเนื่องมาจากนโยบายต่างๆ ที่มาจากประธานาธิบดีของสหรัฐครับ ซึ่งนักลงทุนเองก็ต้องมีการติดตามการลงทุนอยู่เสมอ เผื่อว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น จะได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างทันท่วงทีครับ
หมอนัท
สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกครั้งในคอลัมน์ Fund Clininc แห่งนี้ครับ หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มปรับตัวดีขึ้นทำ New High อีกครั้ง ซึ่งผมเชื่อว่ายังคงมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มที่เป็นขาขึ้นต่อไปอีกได้ ตามแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่เราอาจจะเห็นการปรับฐานระหว่างทางได้บ้าง อันเนื่องมาจากนโยบายต่างๆ ที่มาจากประธานาธิบดีของสหรัฐครับ ซึ่งนักลงทุนเองก็ต้องมีการติดตามการลงทุนอยู่เสมอ เผื่อว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น จะได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างทันท่วงทีครับ
พอข่าวร้ายต่างๆ ไม่ค่อยมีในช่วงนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็เหมือนจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ญี่ปุ่น และในเอเชีย อย่างอินเดียและจีน ส่วนพี่ไทยของเราก็อาจจะดูอืดกว่าชาวบ้านอยู่หน่อยๆ เนื่องจากว่าผลตอบแทนของบริษัทจดทะเบียนในบ้านเรานั้น ไม่ค่อยเป็นไปตามที่คิดไว้เท่าไรครับ และมีปัจจัยหลายๆ มากดดันไว้ด้วยอีกทางครับ
ผมเลยเห็นนักลงทุนพยายามที่จะไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนที่ดีขึ้น บางคนเองก็เพิ่งเริ่มต้นลงทุน แต่ก็ย้ายเงินของตนเองไปทุ่มลงทุนในกองทุนต่างประเทศทันที จริงๆ แล้วมีหลายๆ ปัจจัยที่ผมคิดว่า นักลงทุนหน้าใหม่เองควรที่จะต้องพิจารณาก่อนลงทุนกับกองทุนต่างประเทศให้มากๆ ดังนี้ครับ
1.ระยะเวลาในการซื้อ-ขาย ที่ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิด : เนื่องจากว่าการซื้อกองทุนต่างประเทศนั้น เวลาซื้อเราอาจจะไม่ได้ราคาหน่วยลงทุน ณ วันที่ซื้อเลย สาเหตุก็เพราะว่าเวลาการเปิด-ปิดของตลาดหุ้นแต่ละประเทศไม่ตรงกันนั่นเองครับ ดังนั้นถ้าใครคิดที่จะเก็งกำไร หรือว่าหาจังหวะเพื่อเข้าซื้อกองทุนต่างประเทศ อาจจะต้องทำใจเผื่อไว้หน่อยนะครับ ว่าอาจจะไม่ได้ราคาหน่วยลงทุนตามที่คาดการณ์เอาไว้ครับ นอกจากนี้การขายกองทุนออกเองก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานด้วย ประมาณ 4-5 วันทำการ ทำให้การสับเปลี่ยนกองทุนเป็นไปได้ค่อนข้างลำบาก นักลงทุนเองจึงควรที่จะมีเงินสดติดไม้ติดมือไว้ในพอร์ตการลงทุน จะทำให้เราจับจังหวะการลงทุนได้ดีมากขึ้นครับ
2.เข้าใจว่ากองทุนนั้นไปลงทุนอะไรบ้าง : ผมเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะลงทุนกับกองทุนต่างประเทศ เนื่องจากเห็นผลตอบแทนที่ดี แต่อาจจะลืมไปว่า สิ่งสำคัญ คือ แนวโน้มของการเติบโตระยะยาวของกองทุน ซึ่งจะมาจากแนวคิดการลงทุนของผู้จัดการกองทุน และทีมผู้บริหารกองทุน ดังนั้นนักลงทุนเองเวลาจะลงทุนกับกองทุนต่างประเทศ อย่างน้อยๆ ผมอยากให้เหลือบดูว่า กองทุนนี้ไปลงทุนในหุ้นแบบไหน หรือว่าสินทรัพย์แบบใด เพื่อให้เข้าใจแนวคิดการลงทุนของกองทุน และเห็นแนวโน้มของการลงทุนได้อย่างชัดเจนมากขึ้นครับ
3.ค่าธรรมเนียม 2 ต่อ : กองทุนต่างประเทศที่ขายในประเทศไทยนั้น เวลาที่เราตรวจดูค่าธรรมเนียมของกองทุน เราจะเห็นเพียงค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนในไทยเท่านั้นครับ ส่วนค่าธรรมเนียมกองทุนที่เรียกเก็บจากต่างประเทศจะไม่ได้แสดงอยู่ใน Fund fact sheet แต่ถ้าเป็น บลจ.จากต่างประเทศที่มาทำธุรกรรมในประเทศไทย เช่น บลจ.อเบอร์ดี ค่าธรรมเนียมที่เห็นจะเป็นค่าธรรมเนียมที่รวมค่าธรรมเนียมการจัดการในต่างประเทศไปแล้วครับ เมื่อเป็นเช่นนี้กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีต้นทุนในการลงทุนสูงกว่าการลงทุนกับกองทุนในประเทศครับ นักลงทุนเองก็ควรที่จะเข้าใจประเทศที่จะไปลงทุน และต้องแน่ใจแล้วจะกระจายการลงทุนก่อนไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศครับ
4.อัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไงก็ต้องโดน : เรามักจะเห็นว่ากองทุนส่วนใหญ่ที่ไปลงทุนในต่างประเทศมักจะมีคำเตือนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเสมอๆ ทั้งนี้เนื่องจากว่าค่าเงินระหว่างประเทศนั้นผันผวนพอสมควร จึงมีผลต่อผลตอบแทนที่จะได้รับ และไม่ว่าจะมีการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินหรือไม่ การปรับตัวขึ้นลงของค่าเงินเองก็มีผลต่อการลงทุนด้วยเสมอครับ เพราะว่าในทางปฏิบัติ การป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินนั้น ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนก็ตาม ก็ไม่อาจจะป้องกันได้ 100% แต่การป้องกันแบบเต็มจำนวนก็จะให้ผล กระทบของค่าเงินที่ลดลงมากๆ เพียงพอที่จะลงทุนแล้วสบายใจได้ และก็ทุ่มเทเวลาในการดูแนวโน้มการเติบโตของสินทรัพย์ได้มากขึ้นครับ
ด้วยปัจจัยของค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยน 2 อย่างนี้แล้ว จึงทำให้ผลตอบแทนที่เราเห็นจากกองทุนที่เราลงทุนนั้น มีความแตกต่างจากกองทุน Master Fund ที่กองทุนไปลงทุนด้วยนั่นเองครับ นักลงทุนหลายๆ ท่านอย่าได้ตกใจไปนะครับ และอย่าลืมว่าในการซื้อกองทุนนักลงทุนเองจะมีต้นทุนในการซื้อ คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักลงทุนโดยตรงด้วยนะครับ จึงไม่แปลกหากในปีแรกผลตอบแทนไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้ครับ
5.ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มากอย่างที่คิด และจังหวะการลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญ : การลงทุนในต่างประเทศนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น ผลตอบแทนคาดหวังในภาวะการลงทุนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 8-10% ต่อปีเท่านั้นครับ ส่วนประเทศไทยเองผลตอบแทนคาดหวังอยู่ที่ประมาณ 10-12% ต่อปีครับ ถือว่าสูงกว่าการลงทุนในต่างประเทศพอสมควรเลย ดังนั้นหากนักลงทุนเองต้องการลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น และกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศด้วย ผมแนะนำว่าให้ลองดูประเทศที่มีการเติบโตสูงๆ หรือว่าหาจังหวะการลงทุนกับประเทศที่เพิ่งจะฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครับ หรือว่าเป็นตลาดหุ้นที่ยังมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ก็จะเพิ่มโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว แถมถือแล้วก็สบายใจไปด้วยครับ
เห็นไหมครับ ว่าการลงทุนในกองทุนต่างประเทศนั้น มีหลายปัจจัยมากมายที่มีผลกระทบต่อผลตอบแทนของนักลงทุน จริงๆ แล้วยังมีข้อควรระวังในการลงทุนอีกมาก แต่เนื่องจากหน้ากระดาษไม่เพียงพอ ต้องไว้คราวหน้าจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ สวัสดีครับ







