
3 กลุ่มแกร่ง
จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected]ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2560 ที่ประกาศมาเกือบครบแล้ว ปรากฏว่าหุ้นใน FSS Coverage (81% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มีกำไรสุทธิ 161,284 ล้านบาท ลดลง 18.8% จากไตรมาสแรก และลดลง 5.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
จิตรา อมรธรรม & รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส & [email protected]
ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2560 ที่ประกาศมาเกือบครบแล้ว ปรากฏว่าหุ้นใน FSS Coverage (81% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มีกำไรสุทธิ 161,284 ล้านบาท ลดลง 18.8% จากไตรมาสแรก และลดลง 5.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรปกติลดลง 13.6% จากไตรมาสแรก และลดลง 4.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่ FSS คาดเพียง 4% กำไรที่ลดต่ำลงส่วนใหญ่เป็นผลจากขาดทุนสต๊อกของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน ปิโตรเคมี เหล็ก) ในขณะที่ไตรมาสแรกและไตรมาส 2 มีกำไรสต๊อกจำนวนมาก
หากตัดกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และเหล็กออก กำไรปกติของกลุ่มที่ไม่ใช่โภคภัณฑ์ที่เหลือลดลง 26% จากไตรมาสแรก (ตามฤดูกาล ประกอบกับกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอและฝนที่มาเร็ว กระทบกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอื่นๆ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และสายการบิน) และ ลดลง 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถูกฉุดโดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มสายการบิน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (ปีก่อนมีมาตรการกระตุ้น) กลุ่มมือถือและซัพพลายเชน ของโทรศัพท์มือถือแทบทั้งหมด เช่น กลุ่มติดตั้งระบบ กลุ่มโรงพยาบาล เฉพาะโรงพยาบาลขนาดเล็ก (ปีก่อนมีโรคระบาดทำให้รายได้สูง)
กำไรที่ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ กลุ่มโรงแรม กลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โรงใหม่ ต่อเนื่อง กลุ่มทีวีดิจิทัล กลุ่มยานยนต์ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่มค้าปลีก (ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าทันสมัย และสินค้าเฉพาะอย่าง เช่น สินค้าไอทีและผลิตภัณฑ์ความงาม)
อิเล็กทรอนิกส์-สายการบิน-เครื่องดื่มเสี่ยง
เมื่อมองไปข้างหน้า พบว่า 3 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เพราะถูกกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินคาด การอยู่ในธุรกิจกลางน้ำของสายการผลิต ทำให้อำนาจในการต่อรองราคาต่ำ กลุ่มสายการบิน แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโตดีหลังการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ และสายการบินได้ผลักภาระต้นทุนค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากการที่กรมสรรพสามิตปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินขึ้นตั้งแต่นต้นปี แต่การแข่งขันที่รุนแรงมาโดยตลอดทำให้ราคาค่าตั๋วโดยเฉลี่ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง กำไรที่เติบโตทุกวันนี้เป็นการเติบโตทางด้านปริมาณ และกลุ่มเครื่องดื่ม เพราะภาษีน้ำตาลที่จะเริ่มใช้กลางเดือน ก.ย.เป็นเหตุผลที่แนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มนี้ เพราะโครงสร้างต้นทุนที่จะเปลี่ยนไป
โรงแรม-โรงพยาบาล-มือถือแกร่ง
แม้ว่ากำไรปกติในงวดครึ่งแรกปีนี้ของกลุ่มมือถือจะหดตัว 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ต้นทุนการลงทุนสูง) กลุ่มโรงพยาบาลลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ปีก่อนมีโรคไข้เลือดออกระบาด) ส่วนกลุ่มโรงแรมเพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่แนวโน้มทั้ง 3 กลุ่ม กลับดูแข็งแกร่งในครึ่งหลังปีนี้ ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ โดยกลุ่มมือถือและกลุ่มโรงพยาบาลมีความเป็นหุ้นปลอดภัย อ่อนไหวน้อยต่อภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนที่สูงของผู้ประกอบการกลุ่มมือถือจะเป็นภาระน้อยลง เพราะแนวโน้มรายได้เร่งตัวขึ้น ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลในครึ่งหลังจะได้ประโยชน์จากค่าเหมาจ่าย รายหัวที่สำนักงานประกันสังคมปรับเพิ่มให้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2560 เป็นต้นไป ดังนั้นกลุ่มชอบจึงเป็นโรงพยาบาลที่รับประกันสังคม
กลุ่มโรงแรม - ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อยู่ในฐานะดีกว่ากลุ่มสายการบินเพราะอุปทานยังไม่ล้น และไม่ถูกกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน กำไรปกติ ครึ่งปีแรกของกลุ่มโรงแรมขยายตัวแข็งแกร่ง 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แนวโน้มยังสดใสในครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงปีหน้าตามภาคท่องเที่ยวและการ กระจายตัวของรายได้ที่ดี
ทั้งนี้ ยังคงชอบกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นธีมการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และกลุ่มธนาคาร







