
Money Management หัวใจการลงทุน
ในสัปดาห์นี้เราจะมาคุยถึงอีกหนึ่งทักษะที่เป็นหัวใจสำคัญของการจะเป็นผู้ลงทุนที่ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือ Money Management ซึ่งความสำคัญของศาสตร์นี้นั้นสามารถนับได้เป็นเสมือนเกราะป้องกันช่วยจำกัดความเสียหายของผู้ลงทุน ที่ควรใช้ควบคู่ไปกับการวางแผนกลยุทธ์ลงทุนแบบเป็นระบบที่ดี ซึ่งการที่ผู้ลงทุนมีวินัยอย่างเคร่งครัดที่จะทำตามแผน Money Management ในการบริหารจัดการเงินลงทุน จะช่วยสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนในระยะยาว และช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถพลิกฟื้นจากสถานการณ์ที่ผิดไปจากการคาดการณ์ ซึ่งผู้อ่านทั้งหลายคงพอจะเข้าใจความสำคัญของเรื่องการมีเงินทุนที่ใช้สร้างรายได้หรือผลตอบแทน การสูญเสียเงินลงทุนไปทั้งหมดนั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด
ในสัปดาห์นี้เราจะมาคุยถึงอีกหนึ่งทักษะที่เป็นหัวใจสำคัญของการจะเป็นผู้ลงทุนที่ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือ Money Management ซึ่งความสำคัญของศาสตร์นี้นั้นสามารถนับได้เป็นเสมือนเกราะป้องกันช่วยจำกัดความเสียหายของผู้ลงทุน ที่ควรใช้ควบคู่ไปกับการวางแผนกลยุทธ์ลงทุนแบบเป็นระบบที่ดี ซึ่งการที่ผู้ลงทุนมีวินัยอย่างเคร่งครัดที่จะทำตามแผน Money Management ในการบริหารจัดการเงินลงทุน จะช่วยสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนในระยะยาว และช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถพลิกฟื้นจากสถานการณ์ที่ผิดไปจากการคาดการณ์ ซึ่งผู้อ่านทั้งหลายคงพอจะเข้าใจความสำคัญของเรื่องการมีเงินทุนที่ใช้สร้างรายได้หรือผลตอบแทน การสูญเสียเงินลงทุนไปทั้งหมดนั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพจะขอยกตัวอย่าง ผู้ลงทุนมีเงินทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท ได้นำเงินไปลงทุนแล้วประสบขาดทุน เขาจะต้องสร้างผลตอบแทนอีกเท่าใดจากเงินที่เหลืออยู่ จึงจะคืนทุนได้ทั้งหมด? ตัวอย่างที่ 1: หากเกิดการขาดทุนไป 1 แสนบาท (คิดเป็น 10%) จะต้องสร้างผลตอบแทน 11.11% เพื่อให้คืนทุน ตัวอย่างที่ 2: หากเกิดการขาดทุนไป 5 แสนบาท (คิดเป็น 50%) จะต้องสร้างผลตอบแทน 100% เพื่อให้คืนทุน ตัวอย่างที่ 3: หากเกิดการขาดทุนไป 9 แสนบาท (คิดเป็น 90%) จะต้องสร้างผลตอบแทนถึง 900% เพื่อให้คืนทุน!!!
เห็นไหมครับว่า ยิ่งสูญเงินจากการขาดทุนเงินต้นไปมาก มันจะยิ่งยากกว่าที่ต้องหาเงินมาเพื่อคืนทุน ดังนั้น ผู้ลงทุนควรจำกัดการขาดทุนในเงินต้นและช่วงเริ่มลงทุนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยหลักการที่เป็นหัวใจของ Money Management คือ "อย่าลงทุนในครั้งเดียวด้วยเม็ดเงินที่สูงเกินไป" ต่อให้จะมีความเชื่อมั่นขนาดไหนก็ตาม ซึ่งแนวทางที่ผู้ลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ใช้ในการลงทุนแต่ละครั้งนั้น ควรจะจำกัดความเสี่ยงไม่ให้เกินกว่า 2% เช่น หากมี 1 ล้านบาท การลงทุนต่อครั้งจะสร้างความเสียหายสูงสุดได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาท เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า แม้ว่าผู้ลงทุนจะมีความสามารถในการลงทุนสูงขนาดไหน แต่หากไม่สามารถทำกำไรได้จากการลงทุนเพียงสัดส่วน 2% ของเงินลงทุนรวม ก็ไม่มีเหตุผลเลยว่าเขาจะทำกำไรได้หากจะลงทุน 20% หรือ 50%
ลองเอาหลักการ Money Management มาประยุกต์ใช้กับการลงทุนใน TFEX ดู เช่น หากเรามีเงินทุน 1 ล้านบาท แบ่งมา 2% คิดเป็น 2 หมื่นบาท และนำมา Long SET50 Futures ที่ 1,000 จุด โดยคิดว่าดัชนีน่าจะมีโอกาสขึ้นได้อีก 60 จุด แต่ถ้าลงก็ไม่น่าเกิน 20 จุด ดังนั้น เรามี Risk/Reward 1:3 (ขาดทุน 20 จุด : กำไร 60 จุด) แนวทางการลงทุนคือเราจะสามารถ Long SET50 Futures ได้ทั้งหมดประมาณ 5 สัญญา (เงินที่จะลงทุน 2 หมื่นบาท/Margin 3,800) และสามารถรับขาดทุนต่อสัญญาได้ 20 จุดนั่นเอง (เงินที่จะลงทุน 2 หมื่นบาท/(จำนวนสัญญา 5 x Multiplier ที่ 200)) ซึ่งจากการคำนวณพบว่า เราควรจะตั้งจุด Stop Loss ไว้แถวๆ 980-985 จุดนั่นเอง นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรจะกันเงินอีกส่วนหนึ่งไว้อย่างน้อยอีก 0.5 เท่าของหลักประกันขั้นต้น หรืออีก 1 หมื่นบาท เพื่อวางไว้ในกรณีที่ต้องเติมเงินเพื่อไม่ให้ถูก Call Margin
ข้อดีของการทำแบบนี้คือ การขาดทุนจะถูกจำกัดอยู่เพียง 2% ของพอร์ตรวม ซึ่งแปลว่าเรายังเหลืออีก 98% หรือยังเหลือโอกาสที่เราจะลงทุนได้อีก 49 ครั้ง หากใช้วิธีการเดียวกันนี้ในทุกครั้ง และอีกข้อคือในกรณีที่ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นไปในทิศทางที่คาดไว้ Risk-Reward ของเราจะดีขึ้นทันที ซึ่งแปลว่าโอกาสที่เราจะไม่สูญเงินนี้น้อยลงไปด้วย โดยหลักการเดียวกันนี้ผู้ลงทุนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนในหุ้น หรือ Single Stock Futures ได้ดีทีเดียว
สำหรับผู้ลงทุนโดยเฉพาะหน้าใหม่ หากจะลงทุนโดยวิธีการทำ Naked Position คือ Long หรือ Short ในสัญญา Futures หรือการ Short Options เพียงอย่างเดียวโดยไม่มี Position อื่นๆ หรือการลงทุนใดๆ ก็ตามที่มี Unlimited Risk คือการขาดทุนมีได้อย่างไม่จำกัด อย่างน้อยจะต้องมีการตั้งจุด Stop Loss ไว้เอาเสมอเพื่อจำกัดการขาดทุน อีกวิธีการที่เหมาะสมคือ ควรปรับกลยุทธ์การซื้อขายให้เป็น Defined-Risk โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเงินทุนน้อย เช่น การซื้อขาย Spread หรือการ Long อีกสิ่งสำคัญที่ควรทราบคือในตลาดหุ้นหรืออนุพันธ์นั้นมีโอกาสการลงทุนมากมาย ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้ซื้อขาย ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรทราบว่าไม่จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนเสมอ หรือทำทุกชั่วโมง ทุกวัน แต่ผู้ลงทุนควรประเมินความเป็นไปได้ที่จะทำกำไรก่อนเข้าลงทุนเสมอ ว่าโอกาสที่จะทำเงินได้นั้นสูงกว่าโอกาสที่จะเสียเงินไป หรือการลงทุนแบบ High Probability Trade เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไรจากการลงทุน
สุดท้ายนี้หวังว่าผู้อ่านจะเข้าใจถึงการทำ Money Management มากขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเองจนประสบผลสำเร็จ ด้วยหลักการง่ายๆ คือ อย่าลงทุนเกินกว่า 1-3% ต่อมูลค่ารวมของพอร์ตต่อครั้ง ตรวจสอบว่าต้องมีเงินทุนบนหน้าตักไว้เสมอ อย่างน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้ถูก Call Margin เพราะมันหมายถึงผู้ลงทุนจะถูกบังคับโดยโบรกเกอร์ให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำหรือไม่อยู่ในแผนแต่แรก และไม่จำเป็นต้องทำการซื้อขายตลอดเวลา อดทนรอโอกาสที่ดี คือมีความเป็นไปได้ที่จะกำไรสูงกว่าขาดทุนอย่างน้อย 2 เท่าจึงจะลงมือ สำหรับผู้อ่านที่สนใจอยากศึกษาเกี่ยวกับอนุพันธ์ใน TFEX โปรดสอบถามเพิ่มเติมจากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการอยู่ หรือที่เว็บไซต์ www.tfex.co.th







