posttoday
อินโดนีเซีย สนโมเดลต้านโกงไทย(จบ)

อินโดนีเซีย สนโมเดลต้านโกงไทย(จบ)

17 สิงหาคม 2560

พิษณุ พรหมจรรยา ที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)ในสัปดาห์ที่แล้วได้เล่าถึงการไปนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collection Action Coalition against Corruption หรือ CAC) ให้กับตัวแทนทั้งภาครัฐและเอกชนของอินโดนีเซีย ซึ่งสนใจอยากเรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับการริเริ่มและขยายเครือข่ายธุรกิจสะอาดในภาคเอกชนไทย

พิษณุ พรหมจรรยา ที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ในสัปดาห์ที่แล้วได้เล่าถึงการไปนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collection Action Coalition against Corruption หรือ CAC) ให้กับตัวแทนทั้งภาครัฐและเอกชนของอินโดนีเซีย ซึ่งสนใจอยากเรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับการริเริ่มและขยายเครือข่ายธุรกิจสะอาดในภาคเอกชนไทย

ในระหว่างการนำเสนอข้อมูล ผู้แทนจากฝั่งอินโดนีเซียได้ยิงคำถามในเรื่องต่างๆ อย่างละเอียดยิบ ซึ่งในฐานะตัวแทนของ CAC ผมได้พยายามตอบทุกคำถามอย่างเต็มที่ และตรงไปตรงมาโดยไม่มีกั๊ก เพราะเราอยากสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ได้เรียนรู้จากบทเรียนของไทยให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเองทุกเรื่อง ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเกิดความก้าวหน้าและเกิดผลสัมฤทธิ์เร็วขึ้น

คำถามจากกลุ่มผู้ฟังชาวอินโดนีเซียพอจะรวมสรุปเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

1.CAC ทำอย่างไรถึงสามารถดึงบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมขบวนได้เป็นจำนวนมาก มีการให้แรงจูงใจอย่างไร

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ทางอินโดนีเซียสนใจซักถามกันมากที่สุด หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำช่วยให้ CAC สามารถดึงบริษัทเอกชนให้เข้ามาร่วมโครงการและขยายเครือข่ายอย่างกว้างขวาง ก็คือความสนับสนุนจากองค์กรที่เป็นเสาหลักของภาคธุรกิจเอกชน 8 องค์กร ซึ่งเข้ามารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการ CAC เพื่อที่จะร่วมแก้ไขปัญหาทางด้านอุปทานของสมการคอร์รัปชั่น ด้วยการกำหนดนโยบายและกลไกการตรวจสอบภายในบริษัทที่จะป้องกันการจ่ายสินบนทุกรูปแบบอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ความน่าเชื่อถือของโครงสร้าง CAC ก็มีส่วนสำคัญ เพราะ CAC มีคณะกรรมการที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการเศรษฐกิจ และธุรกิจซึ่งคนในสังคมให้ความเคารพนับถือ ทั้งในด้านของความรู้ความสามารถ และในแง่จริยธรรม แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมโครงการ CAC ไม่ได้อยู่ที่สิทธิประโยชน์ที่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ แต่อยู่ที่การได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการทุริตคอร์รัปชั่น ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สามารถแสดงตัวตนให้สังคม ให้ผู้มีส่วนได้เสียได้รับรู้ถึงนโยบายและความใส่ใจของบริษัทในการที่จะทำธุรกิจอย่างสะอาดโปร่งใส ปราศจากการจ่ายสินบน ซึ่งนับวันประเด็นเรื่องความโปร่งใสก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงการทำธุรกิจระดับสากล

2.หากบริษัทเข้าร่วมโครงการแล้วถูกเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปติดต่อราชการเรียกสินบนจะมีวิธีการป้องกันตัวเองอย่างไร

สิ่งที่บริษัทเอกชนกังวลมากก็คือว่า หากปฏิเสธการจ่ายสินบนแล้ว อาจจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐกลั่นแกล้งโดยวิธีต่างๆ จนส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจของบริษัท แต่ในความเป็นจริง แม้ว่าบริษัทจะไม่จ่ายสินบน แต่ก็ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งใดๆ เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐทราบว่าบริษัทที่ร่วมโครงการ CAC มีนโยบายชัดเจนที่จะไม่จ่ายสินบน ก็ปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ ไม่ได้พยายามสร้างปัญหาให้กับบริษัท เพราะรู้ว่านอกจากจะไม่มีโอกาสได้สินบนแล้ว หากไปกลั่นแกล้ง บริษัทอาจจะใช้ CAC เป็นตัวกลางประสานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เข้ามาตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

นอกจากนี้ การบังคับใช้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ทำให้ภาคเอกชนได้รับความคุ้มครองสิทธิการได้รับบริการตามกฎหมาย ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถที่จะใช้ดุลพินิจอย่างไม่มีขอบเขต

3.หากบริษัทเข้าร่วมโครงการแต่คู่แข่งไม่เข้า และทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจะทำอย่างไร

อันที่จริง สิ่งที่บริษัทได้กลับมาจากการจ่ายใต้โต๊ะไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน แต่เป็นความเสียเปรียบในการแข่งขัน และความเสี่ยงมากมายจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย นอกจากจะไม่ยั่งยืน ยังเสี่ยงต่อการที่ต้องจ่ายเงินซ้ำซ้อนหรือสูญเปล่า ซึ่งทำให้การบริหารต้นทุนขาดประสิทธิภาพด้วย

ในทางกลับกัน บริษัทไหนที่ไม่จ่ายสินบน นอกจากจะไม่ต้องแบกรับต้นทุนแอบแฝงเหล่านี้แล้ว ทำให้สามารถทุ่มเททรัพยากรไปที่การพัฒนาคุณภาพสินค้า บริการ และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้แซงหน้าคู่แข่งที่ยังติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการจ่ายสินบนอยู่

จากประสบการณ์ของ CAC พบว่าหากสามารถชักชวนสมาคมธุรกิจให้เข้าร่วมโครงการพร้อมกันได้ทั้งสมาคม (อย่างเช่น สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธุรกิจอื่นๆ ในภาคการเงิน) ก็จะช่วยให้ทุกบริษัทแข่งขันอยู่บนสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field) โดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร

4.โมเดลของ CAC ที่ใช้การได้กับประเทศไทย จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศอินโดนีเซียได้ไหม

สิ่งที่ใช้ได้ผลในประเทศไทย อาจจะใช้กับประเทศอินโดนีเซียได้แค่บางส่วน แต่คงไม่ทั้งหมด เพราะแต่ละประเทศมีบริบทและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น CAC จึงต้องประยุกต์และพัฒนาโมเดลของตัวเองขึ้นมา และปรับเปลี่ยนอย่างเป็นพลวัตเพื่อให้เหมาะสมกับเงื่อนไข และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากอินโดนีเซียแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่ติดต่อเข้ามาเพราะสนใจศึกษาการดำเนินงานของโครงการ CAC อย่างเช่น เมียนมา ศรีลังกา รัสเซีย และบราซิล เอาไว้โอกาสเหมาะๆ จะมาเล่าถึงปัญหาคอร์รัปชั่นและการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศเหล่านี้นะครับ n

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่