posttoday
เศรษฐกิจแบบทรงๆ

เศรษฐกิจแบบทรงๆ

16 สิงหาคม 2560

ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุขผู้อ่านคงรู้สึกได้ว่าเศรษฐกิจ ณ ขณะนี้ดูไม่หวือหวา ไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ๆ มากระตุ้น แถมตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบๆ อ่านยากว่าจะไปต่อหรือล้มพับ ถึงแม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน คนทั่วไปยังคงรู้สึกได้ว่าเศรษฐกิจยังชะลอตัว เราคงต้องมานั่งวิเคราะห์กันต่อว่าเหตุการณ์แบบนี้มีสาเหตุมาจากอะไร

ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข

ผู้อ่านคงรู้สึกได้ว่าเศรษฐกิจ ณ ขณะนี้ดูไม่หวือหวา ไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ๆ มากระตุ้น แถมตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบๆ อ่านยากว่าจะไปต่อหรือล้มพับ ถึงแม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน คนทั่วไปยังคงรู้สึกได้ว่าเศรษฐกิจยังชะลอตัว เราคงต้องมานั่งวิเคราะห์กันต่อว่าเหตุการณ์แบบนี้มีสาเหตุมาจากอะไร

เรามาดูตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า จีดีพี และเราควรมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า จีดีพีนั้นบอกอะไรเราบ้าง จีดีพี หรือ Gross Domestic Product (GDP) คือ มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศ ใช้ในการชี้วัดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ถ้าอัตราการเติบโตของจีดีพีเป็นบวก แสดงว่าเศรษฐกิจในภาพรวมนั้นเติบโตขึ้น คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนถ้าอัตราการเติบโตของจีดีพีติดลบ แสดงว่าเศรษฐกิจหดตัว และเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ

จะพบได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยให้การคาดการณ์การเติบโตจีดีพีของประเทศไทยที่ 3.5% สำหรับปี 2560 ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้น ถือได้ว่ากลางๆ ไม่ได้มากหรือน้อยไป แต่ยังคงลักษณะของการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

แต่ทำไมจีดีพีที่เติบโตอย่าง ต่อเนื่องนั้นยังไม่สามารถทำให้คนทั่วไปรู้สึกได้ว่าเศรษฐกิจดี แท้จริงแล้วประเทศไทยนั้นพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักในการสร้างจีดีพี พูดง่ายๆ ว่าส่งออกมากกว่าซื้อใช้เองภายในประเทศ ทำให้เวลาที่จีดีพีเติบโตนั้นส่วนใหญ่ไปหนักทางด้านการส่งออกเป็นหลัก การจับจ่ายใช้สอยกันเองภายในประเทศเป็นเรื่องรอง คนทั่วไปเลยไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นเพราะมีกำลังการซื้อเท่าเดิม แถมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นมาก มีทั้งเรื่องโครงการรถคันแรกที่ทำให้คนที่ไม่ตั้งใจจะซื้อรถเปลี่ยนใจซื้อเพราะผลประโยชน์ทางภาษี และการโปรโมทการให้สินเชื่อบุคคลทุกรูปแบบ

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานั้นทำให้ประชาชนมีการใช้จ่ายเงินเกินตัวไปมาก มีการนำเงินในอนาคตมาใช้ซึ่งทำให้กำลังการซื้อลดลงเพราะต้องระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อที่จะได้เหลือเงินไว้ผ่อนชำระเงินกู้ ผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้มีฐานรายได้ปานกลางถึงล่างเป็นส่วนใหญ่และทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับจุลภาค คนทั่วไปเลยรู้สึกได้ว่าเศรษฐกิจชะลอตัว เงินไม่คล่องมือเหมือนแต่ก่อน หรือเรียกง่ายๆ ว่าไม่มีเงินเก็บ

พอหนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นในอัตราที่เร็วเกินไป อัตราเอ็นพีแอลจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ภาคธนาคารทำงานยากขึ้นเพราะต้องระวังไม่ให้สัดส่วน เอ็นพีแอลในระบบของตนสูงเกินไป ทำให้การปล่อยกู้ยากมากยิ่งขึ้น และวนกลับไปเรื่องกำลังการซื้อ เพราะประชาชนกู้ยืมเงินจากระบบยากขึ้นทำให้กำลังการซื้อลดลงและสุดท้ายผลกระทบจะไปอยู่ที่ผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพากำลังการซื้อของคนในประเทศเป็นหลัก และหากผู้ประกอบการรายใดสายป่านสั้นขาดใจซะก่อน จะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมวลรวมเพราะจะทำให้เกิดการว่างงานตามมาในที่สุด

ภาครัฐเองพยายามที่จะกระตุ้นเรื่องการบริโภคภายในประเทศมาตลอด ทั้งเรื่องของการเร่งโครงการลงทุนฝั่งภาครัฐต่างๆ หรือการนำใบเสร็จที่ได้มาจากการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ มาหักลดหย่อนภาษี แต่ความพยายามคงไม่สามารถไปถึงประชาชนทุกคนได้เพราะคนส่วนใหญ่เงินหมุนไม่คล่องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคนได้ประโยชน์คงมีแต่ผู้มีรายได้ประจำที่จำเป็นต้องหาทางลดหย่อนภาษีเลยจำเป็นต้องใช้เงินตอนนี้เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการในอนาคต ซึ่งสุดท้ายเป็นการนำความต้องการในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า และวนเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ที่กล่าวมานั้นคือความมหัศจรรย์ของระบบเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวโยงกันอย่างลึกซึ้ง และในขณะเดียวกันคือความน่ากลัวของผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบดังกล่าว เพราะถ้ามีการ ขยับตัวแปรไปในทางใดทางหนึ่ง เช่น การออกนโยบายใหม่จากทั้งฝั่งภาครัฐหรือเอกชน การขยับเขยื้อนนั้นจะส่งผลกระทบไปยังตัวแปรต่อๆ ไปในห่วงโซ่เศรษฐกิจนี้ และส่ง ผลกระทบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ วนไปมาเหมือนปัญหาที่แก้ไม่มี วันจบ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่