
เรื่องของการวิจัยที่คนทั่วไปเข้าใจยาก
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์เห็นว่าน่าจะเขียนเรื่องนี้สักครั้งเพราะสมัยที่ผู้เขียนยังไม่ได้เข้ามาใกล้ชิดกับเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้น ผู้เขียนเข้าใจเหมือนคนทั่วๆ ไปว่า เมื่อมีการวิจัยกันเสร็จแล้วพัฒนาต่ออีกไม่นานก็น่าจะนำออกสู่ตลาดได้ ยิ่งเห็นมีการพูดกันมากในวงการนักวิจัย เรื่องนี้ก็วิจัยแล้ว เรื่องนั้นก็วิจัยแล้ว เปล้าน้อย กวาวเครือ คนไทยวิจัยกันทั้งนั้น
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เห็นว่าน่าจะเขียนเรื่องนี้สักครั้งเพราะสมัยที่ผู้เขียนยังไม่ได้เข้ามาใกล้ชิดกับเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้น ผู้เขียนเข้าใจเหมือนคนทั่วๆ ไปว่า เมื่อมีการวิจัยกันเสร็จแล้วพัฒนาต่ออีกไม่นานก็น่าจะนำออกสู่ตลาดได้ ยิ่งเห็นมีการพูดกันมากในวงการนักวิจัย เรื่องนี้ก็วิจัยแล้ว เรื่องนั้นก็วิจัยแล้ว เปล้าน้อย กวาวเครือ คนไทยวิจัยกันทั้งนั้น
ทำให้สงสัยว่า เหตุผลอะไรจึงไม่มีการพัฒนาต่อและขายออกสู่ตลาด แถมบางเรื่องยังให้ต่างชาติมาเอาไป และเมื่อเข้ามาใกล้ชิดวงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ได้รับความรู้ว่าที่ไม่มีการออกสู่ตลาด หรือพูดง่ายๆ ว่าขายได้เพราะการวิจัยนั้น 1) ไม่ตรงกับความต้องการ หรืออุปสงค์ของตลาด เมื่ออุปทานไม่ตรงกับอุปสงค์ แน่นอนว่า ขายไม่ได้ 2) ในบางกรณีก็เป็นเรื่องของการขาดทุน ไม่ใช่กำไร-ขาดทุน แต่เป็นการขาดทุนที่จะทำการวิจัยต่อ (Fund) หรือบางทีรับทุนเขามาผลงานก็ต้องให้เขาไป เช่น เปล้าน้อยกับกวาวเครือ เป็นต้น เขียนทีไรผู้เขียนต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาทุกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปจะพูดเสมอว่า ของของเราให้ต่างชาติมาเอาไป โดยไม่ทราบเบื้องหลัง คนที่ทราบก็ไม่ออกมาพูด เหมือนกับเรื่องซอส "ศรีราชา" ที่เมื่อผู้เขียนเขียน หรือสอนเรื่องเครื่องหมายการค้าครั้งใดก็อดจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ไม่ได้
ชื่อประเทศ จังหวัด ตำบล แม่น้ำ ฯลฯ นั้นจดเป็นเครื่องหมายการค้าไม่ได้ คือไม่ได้รับการคุ้มครอง ใครจะนำไปใส่ไว้ในสินค้าก็ได้ ส่วนที่ซอสศรีราชาของเวียดนามในสหรัฐได้รับการคุ้มครองคือ รูปไก่ ที่จดทะเบียนไว้เป็นเครื่องหมายการค้า เหมือนกับที่ซอสศรีราชาไทยมีรูปกระต่าย (ถ้าจำไม่ผิด) จดไว้เป็นเครื่องหมายการค้า ต่อไปอาจมีบริษัทในประเทศอื่นจดรูปลิงไว้เป็นเครื่องหมายการค้า ซอสศรีราชาก็จะได้รับการคุ้มครองรูปลิง ไม่ใช่คำว่าศรีราชา หรืออาจเป็นรูปค่าง บ่าง ชะนี ม้าลาย ก็ได้ เช่นเดียวกับที่มีหลายบริษัทในหลายประเทศนำรูปภูเขาไฟ ฟูจิไปแปะไว้ในสินค้าของตน ไม่ว่าจะเป็นขนม เครื่องสำอาง รูปภูเขาไฟฟูจินั้นไม่ได้รับการคุ้มครอง ส่วนเรื่องการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนจะไม่เขียนในที่นี้ เพราะจะไม่ตรงกับหัวข้อที่ใส่ไว้ข้างต้น แต่อย่างไรเสียไทยก็ไม่ได้ ปลูกพริกคุณภาพที่จะทำซอสไว้ที่ "ศรีราชา" โดยเชื่อมโยงกับดิน น้ำ อากาศ
ขอกลับมาเรื่องการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อ เมื่อ ผู้เขียนได้เข้าใกล้ชิดวงการนี้มากขึ้น ทำให้ได้ทราบสาเหตุเพิ่มเติมที่สำคัญจากสาเหตุทั้งสองข้อข้างต้น ได้แก่ 3) ผู้วิจัยของไทยจะประเมินผลงานของตนเองไว้ค่อนข้างสูง แน่นอนว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นเรื่องยาก ซับซ้อน ต้องอาศัยความพยายาม อดทน ฯลฯ ดังนั้น เมื่อได้ผลงานมา ผู้วิจัยจึงภาคภูมิใจ ประเด็นที่สำคัญมากอีกข้อ คือ 4) ผลงานนั้นเป็นผลงานในห้องแล็บ (Laboratory) ที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมไว้อย่างดี เครื่องไม้เครื่องมือถูกต้องตามสเปกทุกอย่าง ยิ่งถ้าเป็นห้องแล็บของมหาวิทยาลัยชั้นนำก็ยิ่งมีประสิทธิภาพสูง ผลงานจึงออกมาดี แต่เมื่อต้องขยายผลเป็นการผลิตที่ใหญ่ขึ้น หรือที่เรียกว่าเป็น Prototype ยังไม่ต้องเป็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรมกลับล้มเหลว เพราะต้องใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่ใหญ่ขึ้น การควบคุมสภาพแวดล้อมไม่ได้ดี เท่าในห้องแล็บประสิทธิภาพของเครื่องไม่ดี ฯลฯ หรือบางครั้งไปถึงขั้นได้ Prototype มา แต่ขยายผล (Scale Up) ไปเชิงอุตสาหกรรมไม่ได้ กลับล้มเหลว ถามว่าองค์ความรู้มีหรือไม่ ต้องบอกว่ามี แต่ถ้าจะให้ทำไปถึงขั้น Scale Up ได้ ก็อาจต้องใช้เวลาอีกเป็นปีๆ ถ้าปีเดียวประสบความสำเร็จก็ถือว่าโชคดี นักวิจัยโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่ต้องสอนและเขียนเอกสารเพื่อปรับขั้นกันด้วย จึงมักจบอยู่ที่การวิจัยที่ห้องแล็บ ไม่เหนื่อยยากไปเสียเวลาขยายต่อ คือมีจำนวนมากที่พอใจกับการอยู่ใน "Comfort Zone" พูดง่ายๆ คนไทยรักสบาย คงต้องพยายามเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องเหล่านี้
ผู้ใหญ่หลายท่านที่มีโอกาสไป ดูงานที่ CAS ของจีน (Chinese Academy of Science) ต่างชื่นชมในระบบและผลผลิตสำเร็จของ CAS และพากันมานำเสนอให้ประเทศไทยปรับระบบให้เป็นอย่าง CAS บ้าง โดยลืมมองไปว่าไทยกับจีนนั้นมีบริบทที่ต่างกันมาก ที่สำคัญคือ ความสามารถของคน ปริมาณของทรัพยากรมนุษย์ และที่สำคัญระยะเวลา CAS นั้นตั้งมา 30 ปีแล้ว โดย 10 ปีแรกทำงานแค่เปลี่ยนระบบแนวคิด ทัศนคติ Mindset ของคน ต่อมาจึงพัฒนาคน และระบบวิจัย ระยะหลังมานี้จึงมีผลงาน
อย่างไรก็ตาม ไทยมีสภาวิจัยแห่งชาติที่ตั้งมา 50 ปี แต่งานวิจัยของไทยก็เป็นอย่างที่เห็นๆ ถ้าอยากให้เป็น CAS ในบริบทของไทยต้องยกเครื่องระบบวิจัยของไทยทั้งหมด ดึงออกจากระบบราชการ เลิกคร่ำครึได้แล้วว่า งานนโยบายต้องเป็นระบบราชการ เพราะผู้กำหนดนโยบายคือผู้บริหารระดับสูง หรือบางแห่งก็เป็นบอร์ด แต่ฟันเฟืองหรือแขนขาที่จะทำงานต้องเป็นหน่วยงานที่ตั้งโดยพระราชบัญญัติพิเศษที่สามารถให้ผลตอบแทนสูง เป็นแรงจูงใจให้ได้คนเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาทำงาน ไม่มีระบบที่นุงนังพันตูเหมือนราชการ ไม่งั้นประเทศไทยจะได้หน่วยงานราชการแบบที่ตั้งมาหลายสิบปี แต่ควานหาผลงานไม่เจออย่างที่ผ่านมา หวังว่ารัฐบาลนี้จะกล้าทำ ไม่ผูกติดอยู่กับหลักการเก่าๆ n







