
แฮมเบอร์เกอร์ไส้กิมจิเผ็ดร้อน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับลงกันอย่างหนักตามความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีมีเพิ่มมากขึ้น
โดย...ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับลงกันอย่างหนักตามความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีมีเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐและเกาหลีเหนือทำการตอบโต้ทางวาจาไปมาด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว ซึ่งทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับลงกันถ้วนหน้า โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับลง 0.6% Stoxx Europe 600 ร่วง 1% สวนทางกับทองคำปรับพุ่ง 10.8 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ระดับ 1,290 ดอลลาร์/ออนซ์
สินทรัพย์เสี่ยงถูกขายในขณะที่เกิดแรงซื้อในสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะ 10 ปี ปรับลดลง 2.22% สู่ระดับต่ำที่สุดในรอบเดือน คาดว่าจะเป็นตัวฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับลงต่ำ โดยในส่วนของพันธบัตรไทยถือเป็นหนึ่งในหลุมหลบภัยของภูมิภาคในยามที่ตลาดเกิดความไม่แน่นอน
คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี มีโอกาสปรับลดลงตามผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ส่วนดอกเบี้ยนโยบายการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 16 ส.ค. 2560 คาดว่าจะยังคงไว้ที่ระดับ 1.5% เท่ากับตอกย้ำภาพดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งทำให้กลุ่มหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ มองว่ากลุ่มโรงไฟฟ้า บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) และ บริษัท บีซีพีจี (BCPG) มีระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ต่ำกว่าตลาด 10.8 และ 14.2 เท่า คาดอัตราการจ่ายปันผลปีนี้ที่ 4.6% และ 3.85% กลุ่มหุ้นอื่นๆ ที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท พฤกษาโฮลดิ้ง (PSH) พี/อี ต่ำ 11 และ 8 เท่า คาดปันผล 7.7% และ 6.3% อย่างไรก็ตาม กลุ่มโรงไฟฟ้าจะมีความเป็นหุ้นปลอดภัยในยามที่ตลาดเกิดความไม่แน่นอนมากกว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์
แม้ความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือยังมีน้อย แต่ความกังวลของตลาดจะทำให้เกิดการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะดอลลาร์น่าจะเริ่มถูกซื้อกลับหลังจากที่มีการอ่อนค่ามาตั้งแต่ต้นปีกว่า 9% ซึ่งน่าจะส่งผลให้สกุลอื่นๆ เมื่อเทียบกับดอลลาร์เริ่มอ่อนค่า เช่น เงินบาท มีโอกาสที่จะถูกขายทำกำไรสูง หลังจากที่ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของไทย กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐ ที่แคบลงเหลือเพียง 0.18% ต่ำกว่าตอนต้นปีที่ 0.25% ตามปกติค่าเงินบาทจะต้องอ่อนค่าเมื่อส่วนต่างระหว่าง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย 10 ปี-พันธบัตรสหรัฐน้อยลง การแข็งค่าของเงินบาทที่ผ่านมาจึงถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ (จากความน่าเชื่อถือนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต่ำลง)
ความผิดปกติตรงนี้คาดว่าไม่สามารถที่จะยืนระยะได้นาน สุดท้ายแล้วเงินบาทน่าจะกลับมาอ่อนค่าในทิศทางที่สอดคล้องกับส่วนต่างอัตราผลตอบแทน 2 พันธบัตรที่ลดลง กลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการพลิกไปอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปี ที่โดดเด่นที่สุดคือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้ประโยชน์จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลในไตรมาส 3 และ 4 ยังคงเลือก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) เป็นหุ้นแนะนำของกลุ่ม
ทั้งนี้ KS Research ทำการปรับคำแนะนำกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็น “เท่ากับตลาด” จาก “น้อยกว่าตลาด” ด้วยเหตุผล 1) ราคาหุ้นของกลุ่มชิ้นส่วนมีการปรับลดลงมา 2 เดือนติดต่อกัน 9% (KCE ลงมากว่า 22%) ถือว่าซึมซับประเด็นลบไปมากพอสมควรแล้ว ทั้งในเรื่องอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากราคาวัตถุดิบปรับพุ่งขึ้น ยอดขายที่ขยายตัวช้าจากผลของฤดูกาล รวมไปถึงการแข็งค่าของเงินบาท 2) คาดว่าทิศทางของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของปีจะเริ่มอ่อนค่า ซึ่งเป็นผลมาจากการเริ่มลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (Consensus คาดว่าจะเริ่มลดในการประชุม ก.ย. 2560 นี้) โดยเลือก KCE เป็น หุ้นแนะนำในกลุ่ม นอกจากนั้นยังปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ใน HANA ขณะที่ บริษัท เอสวีไอ (SVI) และบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ยังคงคำแนะนำ “ถือ”
KCE รายงานกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 2 ปี 2560 ออกมาที่ 672 ล้านบาท (ใกล้เคียงตลาด และ KS Research คาด) ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสแรก มองแรงกดดันจากผลประกอบการได้ถูกซึมซับลงไปในราคามากแล้ว โดยราคาน่าจะถูกซื้อกลับตามความคาดหวังผลประกอบการจะฟื้นตัวในไตรมาส 3 เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาล







