
คลังยันบาทแข็งไม่กระทบ ศก.ครึ่งปีหลัง
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคขณะนี้เกิดจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ ซึ่งมาจาก 2 ทาง คือ 1.การค้าขายเกินดุลเฉลี่ย 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/เดือน และ 2.มีเงินลงทุนไหลเข้าประเทศจากการร่วมทุนของสถาบันการเงินและบริษัทประกันภัยในประเทศ 2 ราย วงเงินรวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเป็นภาวะและเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินความจำเป็น
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคขณะนี้เกิดจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ ซึ่งมาจาก 2 ทาง คือ 1.การค้าขายเกินดุลเฉลี่ย 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/เดือน และ 2.มีเงินลงทุนไหลเข้าประเทศจากการร่วมทุนของสถาบันการเงินและบริษัทประกันภัยในประเทศ 2 ราย วงเงินรวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเป็นภาวะและเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินความจำเป็น
อภิศักดิ์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะผู้ส่งออกรายใหญ่มีการป้องกันความเสี่ยง แต่จะกระทบกับผู้ส่งออกรายเล็กที่มีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อผลิตส่งออก ซึ่งควรจะมีการทำการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินที่ผันผวน
"การส่งออกจะยังขยายตัวได้ดี แม้ว่าปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่า แต่สถานการณ์ก็ยังพอไปได้ จะมีเพียง รายเล็กรายน้อยที่มีปัญหา แต่รายใหญ่ซึ่งเป็นสัดส่วนมากของการส่งออกของประเทศยังบริหารจัดการได้ดี" อภิศักดิ์ กล่าว
อัณณพ วงศ์ชุมพิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารสูงสุด บริษัท ดิเอเจ้นท์ (พรอพเพอร์ตี้ เอ๊กซ์เพิร์ท)เปิดเผยว่า จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นและเงินปอนด์นั้นอ่อนค่า จึงเหมาะ ที่นักลงทุนไทยจะออกไปซื้ออสังหา ริมทรัพย์ต่างชาติ โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ เนื่องจากประหยัดต้นทุนได้ตั้งแต่แรกซื้อ ถึง 20% ปัจจุบัน นักลง ทุนไทยให้ความสนใจในการลงทุน อสังหาฯ อังกฤษเพิ่มมากขึ้น ปีที่ผ่านมามีนักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุน แล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่อุปทานของสินค้าออกมาสู่ตลาดเมื่อปี 2559 อยู่ที่ 2.13 หมื่นยูนิต ขณะที่ความ ต้องการซื้อรวมถึงการเช่าอยู่ที่ 4.9 หมื่นยูนิต จะเห็นได้ว่า ความต้องการซื้อนั้นมีสูงกว่าอุปทานที่ออกมากกว่า 1 เท่าตัว
จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐที่จำนวนการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นในเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม การว่างงานลดต่ำลง และค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ยังน่ากังวล เพราะไม่มีตัวช่วยที่สามารถดึงให้หยุดอ่อนค่าได้เลย ในระยะสั้นต้องลุ้นให้ความวุ่นวายทางการเมืองลดลง และลุ้นให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ลดความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ยดอลลาร์ จึงจะแข็งค่ากลับมาได้ ในสัปดาห์นี้คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.40 บาท/ดอลลาร์
"ส่วนวันที่ 7 ส.ค.เปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์ที่ระดับ 33.27 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ 33.30 บาท ปรับอ่อนค่าลงเล็กน้อยประมาณ 3 สตางค์ ระหว่างวันขึ้นไปแข็งค่าสุดที่ 33.26 บาท และลงไปอ่อนค่าสุดได้ที่ 33.32 บาท ซึ่งการอ่อนค่าลงเป็นไปตามทิศทาง สกุลเงินในภูมิภาค" จิติพล กล่าว
จิติพล กล่าวอีกว่า แต่การเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา กลับอ่อนค่าได้น้อยกว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ เป็นต้น แม้เงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลออกสุทธิ โดยหุ้นไหลออก 724 ล้านบาท และตลาดตราสารหนี้ไหลออก 85 ล้านบาทก็ตาม เนื่องจาก ภาคการส่งออกมีการขายเงินดอลลาร์ออกมามาก โดยเฉพาะในธุรกิจยานยนต์ ยางพารา ข้าว น้ำตาล
ในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.40 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดแข็งค่าที่ 33.24 บาท/ดอลลาร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 26 เดือนครั้งใหม่ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นมูลค่า 1.33 หมื่นล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสูงถึง 4.69 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการซื้อพันธบัตรระยะสั้น







