
ไบโอเทคโนโลยี
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ปัจจุบันหลายๆ ประเทศกำลังให้ความสนใจกับเรื่องของไบโอเทคโนโลยี โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่น บราซิล สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย แอฟริกาใต้ จีน มาเลเซีย หรือแม้แต่ไทย เนื่องจากเป็นที่ตระหนักแล้วว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายอุดมไปด้วยทรัพยากรทางด้านที่เรียกรวมๆ ว่า "Biology" ส่วนประเทศพัฒนาแล้วไม่ต้องพูดถึง ทั้งสหรัฐ แคนาดา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ได้ให้ความสนใจเทคโนโลยีด้านนี้มานานแล้ว เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการปรับอุตสาหกรรมในหลายๆ ภาคส่วนได้ (Re-industrialize across sector) โดยเฉพาะสหรัฐถือได้ว่าเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านนี้ ขณะที่จีน อินเดีย และสาธารณรัฐเกาหลี ถือได้ว่าเพิ่งเริ่มต้น ในเรื่องของอุตสาหกรรมที่มี Biotechnology เป็นพื้นฐาน แต่ก็อาจจะไล่ทันกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ในอนาคต
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ปัจจุบันหลายๆ ประเทศกำลังให้ความสนใจกับเรื่องของไบโอเทคโนโลยี โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่น บราซิล สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย แอฟริกาใต้ จีน มาเลเซีย หรือแม้แต่ไทย เนื่องจากเป็นที่ตระหนักแล้วว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายอุดมไปด้วยทรัพยากรทางด้านที่เรียกรวมๆ ว่า "Biology" ส่วนประเทศพัฒนาแล้วไม่ต้องพูดถึง ทั้งสหรัฐ แคนาดา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ได้ให้ความสนใจเทคโนโลยีด้านนี้มานานแล้ว เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการปรับอุตสาหกรรมในหลายๆ ภาคส่วนได้ (Re-industrialize across sector) โดยเฉพาะสหรัฐถือได้ว่าเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านนี้ ขณะที่จีน อินเดีย และสาธารณรัฐเกาหลี ถือได้ว่าเพิ่งเริ่มต้น ในเรื่องของอุตสาหกรรมที่มี Biotechnology เป็นพื้นฐาน แต่ก็อาจจะไล่ทันกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ในอนาคต
ที่จริงคำที่ได้ยินกันเสมอๆ และเริ่มจะมากขึ้น ไม่ได้มีเฉพาะไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) แต่จะรวมถึงคำ เช่น Bio economy, Biomass หรือบางทีก็ไปถึง Biosimilar (ซึ่งคำหลังนี้อาจต้องหาโอกาสเขียนคราวหลังเพราะดูจะไปไกลไปนิด เนื่องจากไปเข้าสู่เรื่องของยา) แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร Biotechnology ก็เป็นตัวการใหญ่หรือเป็นฐานกำเนิดของสิ่งเหล่านี้ มีการนำ Biotechnology ไปใช้ในการผลิตขั้นต้น และการผลิตในอุตสาหกรรม เช่น การนำ Advance Life Science มาเปลี่ยน Biomass เป็นวัสดุ เคมี หรือพลังงานน้ำมัน (Fuel) เป็นต้น
ความรู้ความสามารถและวิทยาการทางด้านไบโอเทคโนโลยีจึงนำไปใช้ในหลายๆ ทาง ในการผลิตสมัยใหม่ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาผลาญเชื้อเพลิงน้ำมัน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายๆ ประเทศเร่งหันหน้าเข้าหาวิทยาการไบโอเทคโนโลยี ปัจจุบันประมาณ 40 ประเทศที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และกว่าครึ่งของประเทศเหล่านี้ มีการกำหนดนโยบาย Bio economy และมีการจัดการประชุมที่เรียกว่า Global Bio economy Summit
แต่ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะสรุปผล การประชุมดังกล่าวในบทความนี้ เพียงแต่หยิบยกให้เห็นว่า Biotechnology นั้นมีความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ และหากประเทศไทยจะหันมาจับเรื่องนี้อย่างจริงจังก็ควรจะมีนโยบายให้ชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายที่จะ ทำให้ Bio economy มีความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งหมายรวมถึงทรัพยากรทางธรรมชาติด้วย
ที่ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เนื่องจากนโยบายด้าน EEC ของไทย ที่จะมี "i" เข้าไปเกาะติดอยู่ด้วยเป็น EECi (i นั้นคือ Innovation) ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนถึงไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่มีข่าวคราวมากเท่า EEC ก็เลยดูจะ ไม่อยู่ในความสนใจเท่าใดนัก แต่ Innovation ที่ผู้เขียนได้ทราบมานั้น จะเริ่มต้นจากบางเรื่องที่ประเทศไทยพอจะมีความสามารถ มีทรัพยากร หรือมีการเริ่มต้นไว้บ้างแล้ว ซึ่งหนึ่งในเรื่องเหล่านี้คือ Biotechnology ประกอบกับการที่หลายฝ่ายให้ความสนใจในเรื่องของพลังงานทดแทนกันมากขึ้น โอกาสที่จะนำพืชผักไปทำเป็น Biomass เพื่อเป็นพลังงานจึงมีมากขึ้น หรือการนำทรัพยากรทางธรรมชาติมาผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโดยใช้ Biotechnology ก็จะมีมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดี หากประเทศไทยจะไปได้ไกลถึงขนาดนั้น
แต่ก็เป็นที่ทราบกันในหลายๆ เวทีประชุมว่า มักจะเกิดปัญหาการแย่งกันระหว่างการนำพืชอาหารมาผลิตเป็นพลังงาน กับการใช้พืชดังกล่าวเป็นอาหาร ทำอย่างไรถึงจะทำให้เกิดความพอดีระหว่างการผลิตอาหารจากพืชกับการผลิตพลังงานจากพืชเช่นเดียวกับเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงสมุนไพร จะรักษาความพอดีไว้ได้อย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และการจะเกิดความยั่งยืนได้จะต้องมีทั้งมาตรการและมาตรฐานในเรื่อง Biomass เนื่องจากกระบวนการไบโอทั้งหลายจะต้องพัฒนาไปให้ถึงระดับการผลิตขนาดใหญ่จึงจะถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูง และลดต้นทุนการผลิตได้ใกล้เคียงกับการผลิตพลังงานน้ำมัน (Petro-chemistry) ที่ผลิตอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการจะใช้พืชจำนวนมากเพื่อให้เกิดการผลิตขนาดใหญ่เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาดจะกระทบกับอาหารของมนุษย์ และยังต้องแย่งพื้นที่เพาะปลูกกันอีกระหว่างการผลิตอาหารกับการผลิตเพื่อเป็นปัจจัยในอุตสาหกรรม
ตัวอย่างนี้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนยกมาให้เห็นความจำเป็นในการที่รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับ Biotechnology ขึ้น หรือถ้าจะพูดให้กว้างขึ้นคือการกำหนดนโยบาย Bio economy โดยให้นโยบาย Biotechnology เป็นส่วนหนึ่งของ Bio economy นอกจากนี้การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในด้านนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นเอกชน เนื่องจากการลงทุนจะต้องใช้เวลานาน 15-25 ปี กว่าจะคืนทุน นโยบายที่กำหนดจึงต้องเป็นนโยบายระยะยาว เพื่อให้การผลิตแข่งกับการผลิตแบบ Fossil based ได้
ไหนๆ รัฐบาลนี้ก็ได้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ 20 ปีแล้ว การกำหนดนโยบายนี้เข้าไปอีกเรื่องให้ชัดเจนจึงเป็นเรื่องที่ควรจะทำอย่างยิ่ง n







