posttoday
เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

30 กรกฎาคม 2560

สมชาย สกุลสุรรัตน์ ปัญหาหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านน่าจะได้แก่ปัญหาการลงทุนในภาคเอกชนที่ขยายตัวติดลบ 2.2% ในปี 2558 แล้วกลับมาเพิ่มเพียง 0.4% ในปี 2559 แต่กลับมาติดลบ 1.1% ในไตรมาสแรกของปี 2560 ตามรายงานของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สมชาย สกุลสุรรัตน์

ปัญหาหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านน่าจะได้แก่ปัญหาการลงทุนในภาคเอกชนที่ขยายตัวติดลบ 2.2% ในปี 2558 แล้วกลับมาเพิ่มเพียง 0.4% ในปี 2559 แต่กลับมาติดลบ 1.1% ในไตรมาสแรกของปี 2560 ตามรายงานของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่เพราะการลงทุนภาคเอกชนมีสัดส่วนประมาณ 19% ของขนาดระบบเศรษฐกิจไทยและการลงทุนในภาคเอกชนยังมีบทบาทสำคัญในการจ้างงานเพิ่มให้ คนไทยมีงานทำ มีรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายบริโภคที่จะกระตุ้นการลงทุนต่อไป

ผมมีโอกาสได้สนทนากับนักธุรกิจที่เป็นทั้งผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกหลายรายเลยได้รับทราบปัญหาและอุปสรรคในการลงทุนภาคเอกชนหลายๆ ปัญหา แต่ที่ฟังแล้วคิดว่าเป็นปัญหาวิกฤตจริงแต่อาจเป็นโอกาสให้มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตทัดเทียมกับเพื่อนบ้านได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนด้วย เลยเก็บมาเล่าสู่กันฟังกับท่านผู้อ่าน

เขาเล่าให้ผมฟังว่า สมัยนี้ตลาดเป็นของผู้ซื้อที่สามารถจะเลือกซื้อสินค้าได้หลายช่องทาง หลายแหล่ง หลายแบบและหลายราคา ทำให้ระบบการผลิต แบบผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยให้ต่ำที่สุดเหมือนในอดีตเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ เพราะพฤติกรรมของ ผู้บริโภคสมัยนี้ไม่เน้นคุณภาพด้านความลงทุนใช้ได้หลายปี เสียแล้วซ่อมใช้อีกเหมือนเดิม แต่นิยมใช้สินค้าที่สวยทันสมัย และอยู่ในความนิยมระยะสั้นๆ เหมือนแฟชั่นเสื้อผ้าพอหมดความนิยมก็ซื้อใหม่ เสียแล้วเปลี่ยนใหม่เพราะไม่คุ้มที่จะซ่อม

พฤติกรรมนี้ทำให้ผู้ซื้อสินค้าจาก ผู้ผลิตปรับลดปริมาณสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ผลิตทีละมากๆ เพื่อให้ได้ส่วนลดจากปริมาณการสั่งซื้อ และราคาต่ำเพราะต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง มาเป็นการสั่งซื้อสินค้าจำนวนน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ตามรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ววันต่อวัน การซื้อสินค้าจากผู้ผลิตจำนวนมากๆ มาเก็บไว้ในสต๊อกเพื่อทยอยจำหน่ายในตลาดอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินและทำให้บริษัทขาดทุนจากการศึกษาสินค้าคงคลังตามราคาตลาด เพราะสินค้าในสต๊อกที่เก็บไว้ลายเป็นสต๊อกสินค้าตาม (Dead Stock) ด้อยค่าลง

ถ้าปัญหานี้ทำให้ผู้ซื้อโดยเฉพาะ ผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงเช่นบริษัทเจ้าของเครื่องหมายการค้าใน ต่างประเทศที่สั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในไทย ผลักภาระดังกล่าวมาให้ผู้ผลิตที่ต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเพื่อรองรับการผลิตสินค้าจำนวนน้อยจาก ผู้ซื้อบ่อยครั้ง ทำให้ต้นทุนการผลิต สูงขึ้นกว่าการผลิตจำนวนมากๆ แบบ Mass Production

ท่านผู้อ่านอาจถามว่าถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมไม่ขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

อย่างที่เรียนให้ทราบครับว่า ปัจจุบันตลาดเป็นตลาดของผู้ซื้อเพราะนอกจากดีมานด์ในตลาดโลกจะลดลง โลกนี้ยังมีโรงงานขนาดยักษ์ที่รับผลิตสินค้าทุกชนิดป้อนโลก ได้แก่ จีน เพราะฉะนั้นผู้ผลิตในประเทศอื่นรวมทั้งไทยจึงตกอยู่ในสภาวะจำยอมต้องยอมขายสินค้าในราคาที่ผู้ซื้อกำหนด ทำให้กำไรขึ้น ต้นลดลง จนขาดทุนต้องปิดดำเนินการไปในที่สุด เพราะรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ราคาลดลงไม่ไหว

ทั้งหมดที่เล่าให้ท่านฟังจึงดูเหมือนจะเป็นวิกฤตของภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ เพราะผู้ผลิตรายใหญ่ไม่สามารถปรับตัวรับผลิตสินค้าจำนวนน้อยและเปลี่ยนแปลงรูปแบบบ่อยๆ

แต่ถ้ามองปัญหานี้ให้เป็นโอกาส พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคน่าจะเป็นคุณต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่เดิมไม่สามารถรองรับออร์เดอร์ขนาดใหญ่ ปริมาณมากเพราะกำลังการผลิตไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดแคลนเงินทุนและเงินกู้ที่จะลงทุนในโรงงานขนาดใหญ่และเครื่องจักรหนัก แต่ถ้ามีโอกาสรับออร์เดอร์ขนาดเล็ก คราวละไม่มาก แต่บ่อยครั้งและสม่ำเสมอก็อาจรับงานประเภทนี้ได้ ดีกว่าโรงงานขนาดใหญ่ เพราะมีความคล่องตัวสูง ปรับตัวง่าย และไม่ติดปัญหาการลงทุนที่เกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านี้เหมือนโรงงานขนาดใหญ่

แน่นอนครับว่า ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่จะรับงานที่มีการเปลี่ยนแปลงสเปกบ่อย จะต้องมี Know How และเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งต้องมีระบบการผลิตที่ผู้ซื้อยอมรับ เช่น ไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งต้องมีระบบการตลาดที่ดี เข้าถึงผู้ซื้อหรือผู้บริโภค

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาในการประกอบธุรกิจตามปกติ แต่โดยโครงสร้างการผลิตและการตลาดสมัยใหม่แล้วน่าจะเอื้อต่อการผลิตและจำหน่ายสินค้าของผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดย่อมได้มากกว่าเดิม

ผมเข้าใจว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งพยายาม ส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ๆ ที่เรียกว่าสตาร์ทอัพ ในอุตสาหกรรม ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง แต่ก็อยากให้พิจารณาว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เพื่อจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ เช่น อาหาร และเครื่องดื่ม เสื้อผ้า และสิ่งทอ เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น ให้สามารถเข้ามามีบทบาทในการลงทุนในภาคเอกชนเพิ่มขึ้นแทนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ผมจำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วมีความพยายามส่งเสริมให้มีการผลิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บางประเภท เช่น กระแช่ หรืออุ ในบางจังหวัด แต่แล้วก็เงียบหายไปด้วยเหตุใดผมไม่ทราบ แต่ในประเทศสกอตแลนด์ผู้ผลิตเหล้า วิสกี้ ดีๆ ก็ไม่ใช่มีแต่ผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ผลิตกันตามหมู่บ้านเหมือนผู้ผลิต ไวน์ในประเทศฝรั่งเศสก็ยังนึกเสียดายว่า ถ้าส่งเสริมปรับปรุงคุณภาพกันจริงๆ เราอาจส่งกระแช่ออกไปขายแข่งกับเหล้าวอดก้า รัสเซีย หรือสาเกของญี่ปุ่น ก็ได้ใครจะรู้

ถ้าสามารถพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถเข้ามา มีบทบาททดแทนวิสาหกิจขนาดใหญ่ปัญหาเรื่องการลงทุนภาคเอกชน ก็น่าจะได้รับการแก้ไขในระดับหนึ่งและที่สำคัญคือ การเติบใหญ่ของวิสาหกิจขนาดเล็กจะลดอิทธิพลการผูกขาดของกลุ่มนายทุนชาติ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนได้ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน