
มองอัตรากำไรขั้นต้น สำคัญนะ
สาธิต ครั้งที่แล้ว คุยกันไปแล้วนะว่า กำไรที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญในการเลือกหุ้นที่จะลงทุน คือ กำไรขั้นต้น ธุรกิจที่สามารถมีทั้งอัตรากำไรขั้นต้นสูงและสร้างยอดขายได้มากมักจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าที่มีคนต้องการมาก มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ต้องลดราคาแข่งกับชาวบ้าน และสามารถกดราคาต้นทุนสินค้าให้ต่ำได้ ธุรกิจแบบนี้มักจะทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ หรือหากประสบปัญหาก็มักจะฟื้นได้เร็ว
สาธิต
ครั้งที่แล้ว คุยกันไปแล้วนะว่า กำไรที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญในการเลือกหุ้นที่จะลงทุน คือ กำไรขั้นต้น ธุรกิจที่สามารถมีทั้งอัตรากำไรขั้นต้นสูงและสร้างยอดขายได้มากมักจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าที่มีคนต้องการมาก มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ต้องลดราคาแข่งกับชาวบ้าน และสามารถกดราคาต้นทุนสินค้าให้ต่ำได้ ธุรกิจแบบนี้มักจะทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ หรือหากประสบปัญหาก็มักจะฟื้นได้เร็ว
หลายคนอ่านเสร็จก็อาจจะแย้งว่า แม้ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคา ก็สามารถทำกำไรขั้นต้นได้เยอะด้วยการลดต้นทุนสินค้าขาย ก็ควรเป็นหุ้นที่น่าลงทุน ซึ่งเรื่องนี้บัฟเฟตต์ให้ข้อสังเกตไว้ว่า หากธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันด้านราคาสูง หากต้องการเพิ่มกำไรขั้นต้น ก็ต้องพัฒนากระบวนการผลิตและการทำงานซึ่งต้องลงทุนสูง มีการก่อหนี้มาก และการลงทุนเพื่อลดต้นทุนสามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงได้ไม่นาน เพราะคู่แข่งก็จะลดต้นทุนลงมาเพื่อให้แข่งขันได้เช่นกัน จะสังเกตได้ว่าธุรกิจเหล่านี้จะมีหนี้ระยะยาวสูง เพราะกู้มาลงทุนขยายธุรกิจ และมีระยะเวลาชำระคืนหนี้สูง (หนี้ระยะยาว/กระแสเงินสดจากกิจกรรมการดำเนินงาน)
เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นสำคัญต่อการเลือกหุ้นที่จะลงทุน การจะดูว่าอัตรากำไรขั้นต้นสูงหรือต่ำ ต้องดู
1.เทียบกับบริษัทคู่แข่งในระยะเวลาเดียวกัน
2.เทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นในอดีตของตนเองว่าปรับตัวดีขึ้นหรือ แย่ลง
3.เทียบทั้งสองอย่าง คือ เทียบอัตรากำไรขั้นต้นของตนเองกับคู่แข่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเปรียบเทียบว่าใครดีกว่าใคร
ดังนั้น นักลงทุนควรจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอัตรากำไร ขั้นต้นโดยดูเทียบกับตัวเลขในไตรมาสหรือปีที่ผ่านมาว่ามีการ เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร และเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจ แบบเดียวกันสูงหรือต่ำกว่า ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นยังเพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิม
หากข้อมูลที่ดูไม่มีอัตรากำไรขั้นต้น วิธีที่จะใช้คาดอัตรากำไรขั้นต้นว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็ดูว่ายอดขายยังเพิ่มขึ้นหรือเปล่า และเพิ่มขึ้นมากกว่าต้นทุนสินค้าขายหรือเปล่า ถ้ายอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่าต้นทุนสินค้าขาย อัตรากำไรขั้นต้นก็จะสูงขึ้น แต่ถ้ายอดขายเพิ่มขึ้นน้อยกว่าต้นทุนสินค้าขาย อัตรากำไรขั้นต้นก็จะลดต่ำลง หรือถ้ายอดขายลดลง แต่ถ้าต้นทุนสินค้าขายลดลงมากกว่า อัตรากำไรขั้นต้นก็ยังสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน การดูอัตรากำไรขั้นต้นอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยวิเคราะห์ธุรกิจได้ว่ายังดีอยู่หรือไม่ ควรดูตัวเลขอย่างอื่นประกอบด้วย อย่างเช่น สินค้าคงเหลือ (สินค้าที่อยู่ในสต๊อกสำหรับขาย)
สินทรัพย์คงเหลือเพิ่มมากขึ้นในสัดส่วนพอๆ กับยอดขาย แสดงว่าผลิตเพื่อขายในอัตราปกติ อัตรากำไรขั้นต้น ควรใกล้เคียง เดิมด้วย
ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น แต่สินค้าในสต๊อกเพิ่มมากกว่าต้นทุนสินค้าขายหรือยอดขาย น่าบ่งชี้ว่าบริษัทคาดการณ์ว่าสินค้าขายดีต่อไปอยู่ จึงสต๊อกสินค้ามากขึ้น
แต่ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นใกล้เคียงเดิม แต่สินค้าในสต๊อกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าต้นทุนสินค้าหรือยอดขาย แสดงว่าผลิตมากกว่าขาย บ่งชี้ได้ 2 ทาง คือ
1.ผลิตเยอะ แต่ขายไม่ออก หรือ
2.ยังขายได้ดีอยู่ แต่มีเหตุต้องสต๊อกสินค้ามากขึ้น เช่น จะปิดซ่อมโรงงาน หรืออาจจะมีการขึ้นราคาวัตถุดิบในอนาคตอันใกล้
แต่เพราะอัตรากำไรขั้นต้นไม่ได้ลดลง แสดงว่าธุรกิจยังสามารถกำหนดราคาขายได้อยู่ ไม่ต้องแข่งขันลดราคา ดังนั้นแนวโน้มน่าจะเป็นแบบที่ 2 มากกว่า
แต่ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นลดลงแต่สินค้าในสต๊อกเพิ่ม และถ้าสินค้าในสต๊อกยิ่งเพิ่มในอัตราที่สูงกว่ายอดขายหรือต้นทุนขาย บ่งชี้ว่า ขายไม่ออก สินค้าที่ผลิตค้างอยู่เต็มโกดัง อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงบ่งชี้ว่า ไม่ราคาขายลดลง ก็ต้นทุนสินค้าขายเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนล้วนไม่ใช่เรื่องดีกับธุรกิจ
ส่วนถ้าอัตรากำไรขั้นต้นลดลง ขณะเดียวกันสินค้าในสต๊อกก็ลดลงมากกว่าหรือโตน้อยลงมากกว่าต้นทุนขาย บ่งชี้ได้ว่าธุรกิจอาจกำลังลดการผลิตสินค้านั้นลง เพราะมองเห็นว่าเป็นสินค้าที่ไม่มีอนาคต เพราะต้องลดราคาขาย หรือไม่ก็มีต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ทำให้กำไรที่ได้เริ่มไม่คุ้มกับการลงทุน
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม ขอเชิญไปกดไลค์ได้ที่เพจในเฟซบุ๊กชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







