
ชูนวัตกรรมปั้นโอท็อป
โพสต์ทูเดย์ - รัฐ เอกชน ร่วมวงปั้นนวัตกรรมสินค้าโอท็อปครบ 77 จังหวัด 77 ผลิตภัณฑ์ หวังเกิดการลงทุน 120 ล้าน
โพสต์ทูเดย์ - รัฐ เอกชน ร่วมวงปั้นนวัตกรรมสินค้าโอท็อปครบ 77 จังหวัด 77 ผลิตภัณฑ์ หวังเกิดการลงทุน 120 ล้าน
นายสรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และบริษัท สยามพิวรรธน์ ร่วมกันทำโครงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการประกวด MOST's Innovation OTOP Awards 2560 หรือ OTOP IGNITE (โอท็อป อิ๊กไนท์) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยสู่สากลและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนไทยยั่งยืน โดยตั้งเป้ามีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของแต่ละจังหวัดครบ 77 จังหวัด 77 ผลิตภัณฑ์
สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่กระทรวงให้การสนับสนุนจะมีอยู่ 6 กลุ่ม คือ กลุ่มเครื่องดื่ม สมุนไพร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ของใช้และของตกแต่ง สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และบริการและโมเดลธุรกิจ โดยมีต้นแบบมาจากโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จของเมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น
นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. (NIA) กล่าวว่า โครงการนี้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์นวัตกรรมเพื่อสังคมที่เป็นรากฐานความรู้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ประเทศไทย 4.0 โดยใช้นวัตกรรม เพื่อสร้างผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนรุ่นใหม่และต่อยอดทำผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง ถือเป็นความท้าทายใหม่ตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการโอท็อป สนับสนุนการสร้างโอกาสทางการตลาดสินค้านวัตกรรมชุมชนในอนาคต
"ตั้งเป้าที่เปิดรับสมัครผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มทายาทมาเข้าร่วมโครงการอบรมพัฒนาไว้ 200 ราย ล่าสุดมีสมัครเข้ามาแล้ว 177 ราย และจะทำการพิจารณาคัดเหลือ 77 ราย ก่อนจะนำไปประกวดให้เป็นต้นแบบสุดยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน 20 ราย เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเชิงพาณิชย์" นายพันธุ์อาจ กล่าว
ทั้งนี้ ในปีนี้ สนช.ได้รับงบประมาณในการช่วยส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในด้านสังคม 300 ล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมา สนช.ได้ให้ทุนสนับสนุนผลิตภัณฑ์โอท็อปชุมชนไปแล้ว 10 โครงการ มูลค่า 10 ล้านบาท เกิดการลงทุนประมาณ 60 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะให้การส่งเสริมโอท็อป 20 ราย มูลค่า 30 ล้านบาท และคาดว่าน่าจะเกิดการลงทุนไม่ต่ำกว่า 120 ล้านบาท







