
ครึ่งปีที่สูญหาย
นันทิยา วรเพชรายุทธหลายประเทศล้วนแล้วแต่เคยประสบกับ "ช่วงเวลาที่หายไป" ซึ่งสิ่งที่หายไปไม่ใช่เวลา หากแต่เป็นการปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลายประเทศล้วนแล้วแต่เคยประสบกับ "ช่วงเวลาที่หายไป" ซึ่งสิ่งที่หายไปไม่ใช่เวลา หากแต่เป็นการปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าเป็นคนทั่วไปก็อาจเรียกได้ว่าใช้ชีวิตไปวันๆ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ขนาดความสูญเสียย่อมต่างกันอย่างเทียบไม่ติด ญี่ปุ่นเคยประสบกับช่วงทศวรรษที่หายไปตั้งแต่ยุค 90s กับภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจที่ซบเซายาวถึง 20 ปี ส่วนของไทยเราเองก็คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เราเองก็เผชิญกับทศวรรษที่หายไปนับตั้งแต่หลังปี 2549 เป็นต้นมาเช่นกัน
และสภาวะเช่นนั้นก็อาจจะกำลังเกิดขึ้นกับ "สหรัฐ" อยู่ในขณะนี้ด้วย
ผ่านมาครึ่งปีแล้วสำหรับการบริหารงานของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกได้ว่าเป็นหนังคนละม้วนเมื่อเทียบกับช่วงชนะการเลือกตั้งและได้นั่งในตำแหน่งผู้นำ ประเทศใหม่ๆ
ในเชิงรูปธรรมที่สุดที่ทุกฝ่ายจับจ้องและเป็นตัวชี้วัดผลงานก็คือ การผ่านสารพัดกฎหมายตามที่ทรัมป์หาเสียงเอาไว้ หลักๆ ก็ได้แก่ กฎหมายหลักประกันสุขภาพฉบับใหม่เพื่อมาแทนที่โอบามาแคร์ กฎหมายปฏิรูปภาษีที่ลดภาษีนิติบุคคลไปจนถึงบุคคลธรรมดา การใช้จ่ายทางคลังตามโครงสร้างพื้นฐาน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การยกเลิกกฎหมายคุมภาคการเงินดอดด์-แฟรงก์ การแก้ปัญหาขาดดุลการค้า และกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับความมั่นคงและต่อต้านการก่อการร้าย
ปัจจุบันมีร่างกฎหมายที่ผ่านการโหวตในสภาและลงนามรับรองเป็นกฎหมายไปแล้ว 42 ฉบับ แต่ยังไม่มีสักฉบับเดียวที่เป็นเรื่องใหญ่ตามที่ทรัมป์หาเสียงเอาไว้
การที่ไม่สามารถดันกฎหมายทรัมป์แคร์เพราะติด สว.แค่ 4 เสียงคัดค้านนั้น ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการครองอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติของรีพับลิกันในยุคของทรัมป์ ไม่ได้สวยหรูหรือน่ากลัวอย่างที่คาดกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ แถมยังมีพลัง "ตุลาการ ภิวัฒน์" ขัดขวางอีกด้านจากกรณีแบนผู้อพยพ 6 ชาติมุสลิม
ส่วนในเชิงที่เป็นนามธรรมลงมาหน่อยทว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ ภาพลักษณ์ ทั้งในแง่ของประธานาธิบดีสหรัฐ และในแง่ภาพลักษณ์ต่อทั้งประเทศที่ย่ำแย่ลง
คะแนนนิยมในประเทศตกต่ำลงทุบสถิติอีกครั้งที่ 38.3% โดยวอชิงตันโพสต์ ส่วนนอกบ้านนั้นยิ่งแย่ไปใหญ่ เพราะภาพลักษณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐแทบจะกลายเป็นตัวตลกไปทั่วโลกแล้ว คลิปการจับมือและภาษากายระหว่างพบกับผู้นำประเทศต่างๆ ล้วนถูกถ่ายทอดออกมาในเชิงลบต่อสหรัฐ กระทั่งล่าสุดที่เจ้าตัวแอบกัดภริยาผู้นำญี่ปุ่นว่าพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น ระหว่างที่นั่งร่วมโต๊ะกันนั้น ก็ถูกสื่อนำไปรายงานว่าน่าจะเป็นเพราะเจ้าตัวไม่อยากสนทนากับทรัมป์มากกว่า เพราะระดับ อาคิเอะ อาเบะ ผู้หญิงเก่งที่เป็นเวิร์กกิ้งวูแมน เรียนโรงเรียนคริสต์หญิงล้วนมาตลอด และทำงานในบริษัทใหญ่ระดับเดนท์สุ จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้
หากวัดกันในเชิงตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว ครึ่งปีแรกของทรัมป์อาจไม่ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นครึ่งปีที่หายไป เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ยังเป็นไปด้วยดี ยิ่งตลาดหุ้นยิ่งทุบสถิติใหม่กันแทบจะรายวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าเป็น เพราะทรัมป์ได้รับมรดกที่ดีมาจากยุคก่อน ซึ่งทยอยสะสางปัญหาทั้งหลายนับตั้งแต่ปี 2008 มาแล้ว
ของจริงจึงต้องรอดูยาวๆ หลังจากนี้ว่า ทรัมป์แอนด์แฟมิลี่ที่ยังพัวพันกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งนั้น จะทำให้โมเมนตัมการฟื้นตัวของสหรัฐต้องสูญเปล่า และถอยหลังเข้าคลองกับการเร่งเติบโตในวันนี้และทิ้งปัญหาไว้ในวันหน้า กลายเป็นช่วงเวลาที่หายไปเหมือนกับชาวบ้านเขา หรือไม่ n







