
เศรษฐกิจดี แต่ประกันชีวิตยอดแป้ก
วารุณี อินวันนาในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นมาก จนหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งหลายต่างปรับขึ้นตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ธุรกิจประกันชีวิตกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม สมาคมประกันชีวิตไทยได้ตั้งเป้าหมายในปี 2560 ว่าเบี้ยรับรวมของธุรกิจจะอยู่ที่ระดับ 6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2559 แต่ 5 เดือนแรกตัวเลขเติบโตเพียง 5.05%
วารุณี อินวันนา
ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นมาก จนหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งหลายต่างปรับขึ้นตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ธุรกิจประกันชีวิตกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม สมาคมประกันชีวิตไทยได้ตั้งเป้าหมายในปี 2560 ว่าเบี้ยรับรวมของธุรกิจจะอยู่ที่ระดับ 6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2559 แต่ 5 เดือนแรกตัวเลขเติบโตเพียง 5.05%
ทั้งนี้ 5 เดือนแรก เบี้ยประกันชีวิตปีแรกมีจำนวน 4.15 หมื่นล้านบาท ติดลบ 10% เมื่อเทียบกับ 5 เดือนแรกของปี 2559 หมายความว่า ลูกค้ารายใหม่มีการซื้อประกันชีวิตที่ลดลง ซึ่งเบี้ยก้อนนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าเมื่อสิ้นปี เบี้ยรับรวมจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ซึ่ง 5 เดือนแรกปีนี้เบี้ยรับรวมมีจำนวน 2.37 แสนล้านบาท โตเพียง 5%
เหลือเวลาอีก 7 เดือน ในการพยายามกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญ ซึ่งล้วนเป็นตัวฉุดยอดขาย ประกอบด้วย
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทประกันชีวิตถึง 2 ด้าน คือ ด้านการลงทุน ส่วนใหญ่จะมีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ส่งผลให้ผลตอบแทนที่บริษัทประกันชีวิตไปลงทุนไว้ลดลงไปด้วย
ในไตรมาสแรกของปีนี้ ธุรกิจประกันชีวิตมีสินทรัพย์ลงทุนทั้งสิ้น 2.97 ล้านล้านบาท มีรายได้จากการลงทุนสุทธิ 2.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.03% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากการลงทุนในหลักทรัพย์อื่นๆ
ขณะที่การลงทุนในพันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้ ที่ออกโดยรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจไทย องค์กรที่จัดตั้งโดยกฎหมายพิเศษที่มีกระทรวงการคลังค้ำประกันภัยในสกุลเงินบาท ที่มากถึง 1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50.61% และลงทุนในหุ้นกู้บริษัท 3.78 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.74% ลงทุนในหุ้นกู้สถาบันการเงิน 1.61 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.42% ลงทุนในหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ สกุลเงินบาท 1.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.08% ลงทุนในหุ้นกู้สกุลเงินต่างประเทศ 8.37 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.82%
เงินลงทุนข้างต้น ได้ผลตอบแทนรวม 2.2 หมื่นล้านบาท เท่ากับงวดเดียวกันของปี 2559 เป็นปัจจัยที่กดดันให้บริษัทประกันชีวิตต้องใช้ความระมัด ระวังในการขยายตลาด เพราะกำลังเงินที่จะนำไปขยายธุรกิจใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้น
ขณะที่การลงทุนในหลักทรัพย์อื่นๆ ซึ่งเป็นเงินลงทุนส่วนน้อย ไตรมาสแรกของปี 2560 นั้น ส่วนใหญ่อยู่ในหุ้นทุนจำนวน 1.91 แสนล้านบาท คิดเป็น 6.43% ของเงินลงทุนทั้งหมด 2.97 แสนล้านบาท รองลงมาเป็นการลงทุนในหน่วยลงทุน 9.76 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3.28% เงินให้กู้ยืมโดยมีกรมธรรม์เป็นประกัน 1.15 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.89% เงินฝากมีจำนวน 1.68 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.57% และบัตรเงินฝาก 5,608 ล้านบาท คิดเป็น 0.19%
เงินลงทุนก้อนนี้ให้ผลตอบแทนรวม 5,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.68% จากงวดเดียวกันของปี 2559
จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ จึงกระทบต่อรายได้จากการลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ ซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาวและเป็นสัดส่วนมากที่สุด ทำให้บริษัทประกันชีวิตไม่กล้าที่จะเสนอผลตอบแทนตามกรมธรรม์ให้ลูกค้าในระดับสูงได้เช่นอดีตที่ผ่านมา เพราะหากหาผลตอบแทนจากการลงทุนได้ต่ำกว่าที่ค้ำประกันกับลูกค้าไว้ จะต้องไปนำกำไรสะสมออกมาจ่าย ซึ่งจะทำให้เงินกองทุนของบริษัทลดลง
ในปี 2560 บริษัทประกันชีวิตส่วนใหญ่ จึงมุ่งนำเสนอแบบประกันคุ้มครองชีวิตระยะยาวเป็นหลัก เพราะกรมธรรม์ที่คุ้มครองชีวิตระยะยาว 80-90 ปี เป็นการลดภาระในการหาผลตอบแทนมาคืนลูกค้าในระหว่างสัญญา และมีการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ไม่ค้ำประกันผลตอบแทน แต่ให้ลูกค้ามีส่วนแบ่งในกำไรจากการลงทุนของบริษัท รวมทั้งมีการหันไปขายประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิตลิงค์
อย่างไรก็ตาม กรมธรรม์ที่คุ้มครองชีวิตระยะยาว เบี้ยประกันชีวิตต่อกรมธรรม์ต่อปีต่อคน จะต่ำ เมื่อเทียบกับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่จะต้องนำมาจ่ายคืนลูกค้าใน 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี ยกตัวอย่าง ความคุ้มครองชีวิต 1 แสนบาท สำหรับกรมธรรม์อายุ 89 ปี เบี้ยประกันชีวิตจะอยู่ประมาณ 5,000 บาท/ปี สำหรับผู้หญิงอายุ 28 ปี แต่ถ้าเป็น กรมธรรม์สะสมทรัพย์อายุ 20 ปี จะต้องชำระเบี้ยประมาณ 2 หมื่นบาท/ปี
การขายประกันชีวิตผ่านธนาคารเริ่มชะลอตัว ซึ่งมีสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยแรก ตลาดประกันชีวิตผ่านธนาคารเริ่มอิ่มตัว หลังจากที่ทำตลาดมากว่า 10 ปี เพราะลูกค้าที่มีกำลังซื้อส่วนใหญ่มีประกันชีวิตไว้ในครอบครองแล้ว ปัจจัยที่สอง การควบคุมการขายที่เข้มงวด ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กับสมาคมธนาคารไทย ที่มีการออกกฎระเบียบเพื่อยืนยันความต้องการซื้อของลูกค้า และมีแบบฟอร์มที่จะตอกย้ำความเข้าใจของลูกค้า ไม่ให้ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่าขายประกัน ทำให้ลูกค้าที่ไม่ต้องการประกันชีวิตปฏิเสธได้
ปัจจัยที่สาม บริษัทประกันชีวิตมีการปรับแบบประกันขายผ่านธนาคารเป็นแบบคุ้มครองระยะยาวจึงไม่จูงใจประชาชน จากเดิมที่เน้นขายประกันออมทรัพย์ระยะสั้นเสนอผลตอบแทนสูง ทำให้การขายประกันชีวิตผ่านธนาคารในส่วนของลูกค้ารายใหม่เมื่อเทียบกับตัวแทนเริ่มแคบลงอย่าง ต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปี 2560 มีส่วนต่างประมาณ 20% เท่านั้น เมื่อเทียบกับปี 2557 หรือ 3 ปีก่อน ที่ธนาคารสามารถทำยอดขายรายได้ได้มากกว่าตัวแทนร่วม 38%
และปัญหาใหญ่ที่สุดคือ พืชผลเกษตรตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในเขตภูมิภาค โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย รวมถึงสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ต่างมีมุมมองที่ตรงกันว่าสินค้าทางการเกษตรในครึ่งปีหลังจะมีราคาที่ลดลง ซึ่งตลาดสินค้าเกษตรได้สะท้อนภาพนั้นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นราคายางพารา ราคาข้าวเปลือก สับปะรด ก็มีราคาที่ลดลงจริงๆ จะทำให้การบริโภคของประชาชนลดลงด้วย ซึ่งประกันชีวิตไม่ใช่สินค้าลำดับต้นๆ ที่ประชาชนตัดสินใจซื้อ ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย
แม้ในช่วงท้ายปี 2560 จะมีกำลังซื้อเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเข้ามา แต่หากใช้วิธีตั้งรับอย่างเดียวเป้าหมายที่เบี้ยรับรวมจะถึง 6 แสนล้านบาท เติบโต 6% อาจเป็นไปได้ยาก n







