
ทุจริตเงินทอนวัด
สมผล ตระกูลรุ่งการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการบ้านเรามีทุกหน่วยงาน มีมานานแล้วและคงมีต่อไป ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลส แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตเงินวัดที่เรียกกันว่า เงินทอนวัด
สมผล ตระกูลรุ่ง
การทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการบ้านเรามีทุกหน่วยงาน มีมานานแล้วและคงมีต่อไป ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลส แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตเงินวัดที่เรียกกันว่า เงินทอนวัด
คำว่าเงินทอนเป็นที่รู้กันในแวดวงราชการว่า เป็นเงินที่ต้องคืนกลับให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณ จัดทำงบประมาณ หรือวิ่งหางบประมาณให้ เป็นการทุจริตที่มีมานานจนเหมือนเป็นเรื่องปกติหากไม่มีเงินทอนกลับจะเป็นเรื่องผิดปกติ
การทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ เกิดมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่มีลักษณะผูกขาดอำนาจอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยที่มีทั้งทุนความรู้ อำนาจทางการเมือง อำนาจในการครอบงำข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน การศึกษาต่ำ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่ำ ต่างคนต่างอยู่อย่างไม่มีการรวมตัวกัน รวมทั้งประเทศไทยมีวัฒนธรรมแบบเล่นพรรคเล่นพวก อยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ หวังพึ่งพาคนที่รวยกว่า หรือมีอำนาจมากกว่าให้มาช่วยแก้ปัญหาให้กับตนเอง มากกว่าที่จะเข้าใจเรื่องสิทธิหน้าที่ของพลเมืองและความเป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การแสวงหาผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจที่แบ่งปันให้ผู้อยู่ให้อุปถัมภ์ด้วย มักจะถือกันว่าเป็นเรื่องปกติ
อาจารย์วิทยากร เชียงกูล ได้จัดแบ่งรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชั่นไว้ 15 แบบ คือ
1.การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เช่น การผูกขาด การให้สัมปทาน และการเรียกเก็บส่วนแบ่งอย่างผิดกฎหมาย โดยการสร้างการขาดแคลนเทียม เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำตาล
2.เครพโตเครซี (Kleptocracy) เป็นการฉกฉวยทรัพยากรของรัฐมาเป็นของครอบครัวและอาจกระทำโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
3.การมีผลประโยชน์ทับซ้อน สถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลได้ผลเสียส่วนตัว และผลดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ หรือการกระทำหน้าที่โดยขาดความเที่ยงธรรม
4.การใช้อิทธิพลทางการเมืองหาผลประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์ (ปั่นราคาหุ้นตัวเอง)
5.ปกปิดการบริหารงานที่ไม่ถูกต้อง การปิดบังข้อมูลและให้การเท็จ เช่น การทุจริตกรณีลำไยและกล้ายาง
6.การใช้นโยบาย กฏหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ อย่างมีอคติและลำเอียง (เช่น กรณี CTX และการตรวจสอบคุณภาพข้าว)
7.การใช้อิทธิพลทางการค้า แสดงบทบาทเป็นนายหน้าหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการค้าต่างตอบแทน การแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับประเทศ คู่ค้า เช่น การแลกไก่กับเครื่องบินรบของรัสเซีย
8.การใช้ทรัพยากรของรัฐไปในทางมิชอบ การปลอมแปลงเอกสาร การฉ้อฉล การใช้กองทุนของรัฐ ไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เช่น การใช้ธนาคารของรัฐในโครงการประชานิยม
9.ไม่กระทำการตามหน้าที่แบบตรงไปตรงมา แต่ใช้ลัทธิพรรคพวกแทน เช่น การจัดฮั้วประมูล
10.การให้และการรับสินบน การขู่เข็ญบังคับและการให้สิ่งล่อใจ
11.การยอมรับของขวัญที่ไม่ ถูกต้อง เช่น เช็คของขวัญมูลค่าสูง และสินบนมูลค่าสูง
12.ผู้บริหารประเทศทำตัวเป็น ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของประเทศ โดยการใช้นโยบายประชานิยม (นักการเมืองให้เงินทอง หรือสิ่งของๆ รัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับการสนับสนุนจากประชาชน)
13.ใช้อำนาจของตำรวจ ทหาร และข้าราชการในทางที่ผิด (ข่มขู่ คุกคามและทำร้ายให้เกิดความเกรงกลัวในการชุมนุมประท้วงนโยบายรัฐบาลและในการเลือกตั้ง)
14.ทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งการซื้อเสียงและการทุจริตด้วยวิธีการต่างๆ
15.การบริจาคเพื่อช่วยเหลือการรณรงค์ที่ผิดกฎหมาย (การบริจาคให้แก่นักการเมืองและพรรคการเมืองรัฐบาล เพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและการออกกฎหมายของรัฐบาล)
การทุจริตเงินทอนวัด น่าจะจัดอยู่ในประเภทที่ 10 เป็นการล่อใจ โดย เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพุทธศาสนาจะไปเสนอโครงการให้กับวัดว่าจะหางบประมาณให้วัดเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัด ซึ่งโดยทั่วไปก็เป็นหน้าที่โดยตรงของสำนักงานพุทธศาสนาอยู่แล้วและเป็นสิ่งที่ดี แต่กลับปรากฏว่าการหางบประมาณในการบูรณะซ่อมแซมวัดไม่ได้เป็นการกระทำโดยสุจริต แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการทุจริตคอร์รัปชั่น หาผลประโยชน์โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือ ใช้อำนาจหน้าที่ในการจัดหาผลประโยชน์นำไปล่อให้พระเข้าสู่กระบวนการทุจริต แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือเงินทอนกลับมีจำนวนมากกว่าเงินที่วัด
การที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาที่มีหน้าที่ดูแลอุปถัมภ์ ช่วยเหลืองานของพุทธศาสนาก็คือวัดต่างๆ แต่กลับเป็นผู้ทุจริตเสียเองอย่างที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าแม้จะอยู่ใกล้ชิดวัดก็ไม่ทำให้จิตใจสูงขึ้นแต่อย่างใด พระท่านเปรียบเหมือนทัพพีที่อยู่ในน้ำแกง ย่อมไม่มีวันรู้รสแกงไม่ว่าจะนานเพียงใด
ในอีกมุมหนึ่ง พวกอยู่ใกล้ชิดกับวัดมากๆ ที่เรียกกันว่าเป็นพวกแก่วัด คนพวกนี้กล้าทำบาปล่วงเกินพระศาสนา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอยู่ใกล้วัดไม่ดี เห็นความประพฤติของพระบางองค์ที่ประพฤตินอกลู่นอกทางทำให้หมดความศรัทธาแล้วไปเหมารวมเอาว่าไม่มีพระดีหรือหนักกว่านั้นไปคิดเหมาเอาว่า พระก็ทั้งหมดไม่มีพระดี ไม่ได้แตกต่างจากชาวบ้านที่ยังมีกิเลสอยู่
สำหรับเจ้าหน้าที่สำนักงานพุทธศาสนา จะว่าเป็นพวกแก่วัดก็คงไม่ใช่ เพราะโดยหน้าที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่กับวัดแต่มีหน้าที่สนองงาน สนับสนุนงานของวัด จึงไม่จัดอยู่ในพวกแก่วัด
ชาวพุทธเราถือคติมาแต่โบร่ำโบราณว่า ให้ขนทรายเข้าวัด ซึ่งเหตุผลที่มาที่ไปก็คือ ชาวพุทธเราจะไม่กล้าเอาทรัพย์สินของวัดมาเป็นของตนเอง แม้แต่ทรายที่ติดรองเท้าออกมาจากวัดก็ถือเป็นสมบัติของวัด จึงมีการขนทรายเข้าวัดเพื่อชดเชยสิ่งที่เรา ไม่ตั้งใจ การขนทรายเข้าวัด เป็นอุบายที่คนโบราณเขาสอนให้ชาวพุทธทำบุญทำกุศล แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คนที่มีหน้าที่ดูแลพุทธศาสนาเอง นอกจากไม่ขนทรายเข้าวัดแล้วยังบังอาจท้าทายนรก ทุจริตขนเงินออกจากวัด
การหาตัวผู้กระทำผิดทางฟากฝั่งสำนักพุทธนั้นคงไม่ยาก ไม่เกินความสามารถของเจ้าหน้าที่ หากทุจริตกันโจ๋งครึ่มขนาดนี้ยังไม่สามารถจับคนผิดมาลงโทษได้ บ้านเมืองนี้ก็คงไม่มีที่พึ่งอื่นใดอีกแล้ว
ประเด็นที่ยากและฝืนความรู้สึกคือ พระที่ทอนเงินคืนให้กับเจ้าหน้าที่ จะถือว่าร่วมทำผิดด้วยหรือไม่ จะอ้างว่าไม่รู้ว่าเป็นการทุจริต จะฟังขึ้นหรือไม่
งานนี้เป็นงานท้าทายรัฐบาล คสช.ที่ ชูนโยบายปฏิรูป จะกล้าปฏิรูปศาสนาหรือไม่ เพราะวัดใหญ่ๆ ก็ทอนเงินกับเขาด้วย n







