
‘วรพจน์ อาณาพร’ ออมเพื่อปลดหนี้ ต้องมีสติและความเพียร
พรสวรรค์ นันทะ การเก็บออมเงินเพื่อความมั่งคั่งอาจทำให้คนเรามีกำลังใจทำได้มากกว่าออมเพื่อปลดหนี้ ที่สำคัญการมีหนี้ก้อนโตตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งหลัก หาเงินไม่ได้เพราะเรียนหนังสือก็ยังไม่จบ ก็ต้องมาร่วมแบกหนี้หลายสิบล้านบาทแล้ว หลายคนอาจต้องถอดใจแค่เอาเท้าก่ายหน้าผากอาจยังไม่พอ แต่ "คลัง" วรพจน์ อาณาพร อาตี๋หนุ่มวัย 30 ปีคนนี้สู้ไม่มีถอย
พรสวรรค์ นันทะ
การเก็บออมเงินเพื่อความมั่งคั่งอาจทำให้คนเรามีกำลังใจทำได้มากกว่าออมเพื่อปลดหนี้ ที่สำคัญการมีหนี้ก้อนโตตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งหลัก หาเงินไม่ได้เพราะเรียนหนังสือก็ยังไม่จบ ก็ต้องมาร่วมแบกหนี้หลายสิบล้านบาทแล้ว หลายคนอาจต้องถอดใจแค่เอาเท้าก่ายหน้าผากอาจยังไม่พอ แต่ "คลัง" วรพจน์ อาณาพร อาตี๋หนุ่มวัย 30 ปีคนนี้สู้ไม่มีถอย
เขาสามารถจัดการชีวิตได้ลุล่วงได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในช่วงที่รับรู้จากพ่อว่าครอบครัวมีหนี้จำนวนมาก ตอนเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ทำให้เห็นใจพ่อแม่เลยเริ่มเข้ามาเรียนรู้และทำงานเป็นเซลส์เพื่อช่วยงานในกิจการของครอบครัวแล้ว และพอช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อถึงจะมีปัญหาเรื่องหนี้สินให้กังวลแต่เขาก็ยังสามารถสอบติดที่วิทยาลัยเพาะช่าง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์) ตามความฝันเพราะชอบงานศิลปะ
แต่เรียนไปแค่ปีเดียวก็ต้องดร็อปเรียน เพราะต้องมาเป็นเซลส์ช่วยที่บ้านทำงานหาเงิน แต่สุดท้ายเขาก็สามารถกลับเข้าไปเรียนต่อจนจบ แต่แน่นอนเมื่อเรียนจบถึงเขาจะภูมิใจ เพียงแต่ยอมรับว่าตัวเขาเองเริ่มรู้สึกรักงานศิลปะลดลง เพราะใจหันไปจดจ่อกับการหาเงินมาช่วยใช้หนี้มากขึ้น แต่สุดท้ายกิจการโรงงานทำเจลลี่ นมอัดเม็ด และข้าวโพดอัดแท่งของครอบครัวก็ต้องปิดตัวลงในที่สุดในปี 2552 แต่สุดท้ายเขาก็สามารถมองหาธุรกิจของตัวเองและพัฒนาต่อยอด บากบั่นเดินทางตะลอนขายเกือบทั่วประเทศเพื่อหาเงินมาตั้งหลักและใช้หนี้ จนสามารถลดหนี้ที่มีมากกว่า 40 ล้านบาทได้มากกว่าครึ่ง ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา
คลัง เอ่ยปากเล่าว่า สิ่งแรกที่ผมกับพี่ชายและครอบครัวคุยกันเมื่อเห็นยอดหนี้ คือ เราต้องยอมขายทรัพย์สินที่เราเคยมีให้มากที่สุด เหลือไว้เฉพาะที่จำเป็น จะได้เอาเงินไปใช้หนี้ให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นเราต้องเข้าใจและยอมรับกับมัน ต้องไม่อายที่จะเหลืออะไรที่เคยมี ปล่อยให้ธนาคารยึดและขายทรัพย์สินที่มีให้ได้เงินมาใช้หนี้ ทำให้สามารถใช้หนี้ที่พ่อกู้ธนาคารซึ่งเป็นหนี้ในระบบมาได้ประมาณ 9-10 ล้านบาท รวมถึงคืนเงินที่กู้มาจากญาติๆ ได้อีกบางส่วน แต่หนี้ยังไม่หมด
"ในวันที่มารับรู้ตัวเลขหนี้ที่แท้จริงที่พ่อเล่าให้เขาฟัง ผมต้องบอกเลยว่าช็อก รู้สึกเหมือนตกสวรรค์ เพราะชีวิตวัยเด็กผมสบายมาก จนทำให้คิดว่าชาตินี้คงไม่ลำบาก แต่มันหนึ่งกลับพบว่ามีหนี้ก้อนโต 40 กว่าล้านบาท กิจการโรงงานก็แย่ปีที่เรียนจบเพาะช่าง ทุกอย่างพลิกผัน โรงงานต้องปิดตัว เจ้าหนี้ตามมายึด สรรพากรมาเคลียร์ภาษี พ่อก็ป่วยเป็นโรคไต แฟนก็ทิ้ง ผมถึงขั้นคิดจะหาซื้อปืนมาฆ่าตัวตาย ชีวิตมันเหมือนระคนน้ำเน่าที่ไม่คิดจะมาเกิดกับผม" คลังพรั่งพรูย้อนถึงอดีตที่ขมขื่นในชีวิต
คลัง เล่าต่อว่า ชีวิตจะเศร้าไปตลอดก็ไม่ได้ ผมกับพี่ชายคุยกันว่าจะทำยังไงดีถึงจะมีเงินใช้หนี้ เพราะไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้ก็คงไม่พอแน่ๆ เพราะลำพังทำงานคงได้เงินเดือนเดือนละหมื่นกว่าบาท หรือต่อให้ผมทำงานเก่งนายรักขาดใจก็คงไม่เกิน 2 หมื่นบาท เต็มที่ก็ไม่เกินแบบเก่งมากๆ ก็คงได้ไม่เกิน 4-5 หมื่นบาท ไม่พอใช้หนี้แน่ๆ หนทางเดียวที่จะมีเงินพอใช้หนี้และใช้จ่ายต้องทำการค้าหาธุรกิจทำอย่างเดียว ทำให้ช่วงนั้นพยายามมองหาธุรกิจอะไรที่เราจะทำได้ตลอด
มาวันหนึ่งไปกินก๋วยเตี๋ยวเห็นซองหนังปลาทอดในห่อใสๆ เลยคิดว่ายังไม่เคยเห็นใครทำให้อยู่ในแพ็กเกจดีๆ ที่น่ากินมาก่อน เลยตัดสินใจทำหนังปลาทอดยี่ห้อ "อลาสต้า" จ้างโรงงานผลิต คิดว่ามันน่าจะเป็นช่องทางทำเงินได้ แล้วตระเวนขายทั่วกรุงเทพฯ ก่อน เริ่มต้นเอาของบรรทุกใส่มอเตอร์ไซค์ไปขอวางขายตามร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขายของชำ วันแรกขายทั้งวันได้ 800 บาท และที่ร้านเขาให้ฝากวาง ผ่านไป 2 สัปดาห์ขายได้ 2 ห่อ เลยพยายามกลับมาคิดใหม่หาจุดบกพร่อง ว่ามันพลาดตรงไหนก็มาปรับปรุง เพราะมั่นใจว่าของเราทำมาดีและอร่อย
กระทั่งยอดขายเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากยอดหลักร้อยบาทก็กลายเป็นหลักหมื่นและหลักแสน ตะลอนขายเองเพื่อหาแหล่งตัวแทนขายเป็นหลัก และใช้พื้นที่เฟซบุ๊กประชาสัมพันธ์ หาเซลส์มาทำงานด้วยไม่ได้ ต้องลุยทำ ขายจากกรุงเทพฯ จนออกไปต่างจังหวัด ขึ้นเหนือล่องใต้ ไปทุกที่ที่คิดว่าจะมีลูกค้า เอาของใส่รถกระบะหรือรถ 6 ล้อ ให้เต็มออกขาย ไปแต่ละเที่ยวนานเป็นเดือน ถ้าขายหมดก็ใช้วิธีส่งของตามไปทางขนส่งไปลงในแต่ละจุดที่เราไปรับได้สะดวก ทำมาเรื่อย อดทนมีความเพียร มาถึงตอนนี้ 5-6 ปีได้ ทำให้ใช้หนี้ได้แล้วมากกว่าครึ่ง แถมเหลือเงินมาต่อยอดขยายธุรกิจด้วย
สำหรับหนี้ที่เหลือก็เป็นหนี้ที่พ่อไปหยิบยืมจากญาติหรือคนรู้จักมา ซึ่งผมใช้วิธีเข้าไปคุยและขอความเห็นใจตรงๆ เลยว่า หนี้ที่มีผมไม่เบี้ยว แต่ขอไม่ชำระดอกเบี้ย จ่ายแต่ต้น เพราะถ้าจ่ายดอกเบี้ยด้วยเราก็ไม่ไหว ไม่มีเงินมาหมุนธุรกิจคงรอดยาก แต่ถ้าเรารอดไปได้จะได้ทยอยใช้หนี้เงินต้นคืนได้ อย่างน้อยเจ้าหนี้ก็ได้หนี้คืน แต่ถ้าให้ผมชำระดอกเบี้ยด้วยคงทำได้ไม่เกิน 2-3 งวดก็ไม่รอด เจ้าหนี้ก็หนี้สูญแน่ ผมเลยใช้วิธีพูดและขอความเห็นใจตรงๆ ส่วนใหญ่ก็ให้โอกาสผม
ปัจจุบันยอดขายดีขึ้นมาก เพราะได้ร้านที่รับประจำและตัวแทนจำหน่ายทุกที่รวมแล้วประมาณ 1,100 กว่าราย ทำให้มียอดขายแต่ละเดือนหลักหลายแสนบาทแล้ว มีเงินทยอยใช้หนี้ และเก็บสะสมฝากธนาคารเพื่อเตรียมต่อยอดธุรกิจในอนาคตด้วย เพราะตอนนี้สินค้าของผมคนเริ่มรู้จักมากขึ้น เพราะการวางสินค้าแพ็กเกจแบบนี้ในร้านอาหารหรือทุกที่ไม่ว่าร้านเย็นตาโฟ ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านส้มตำ ร้านโจ๊ก วางบนโต๊ะที่คนหยิบชิมง่าย ทำให้คนกินกว้างหลายระดับ ไม่ว่าคนปั่นซาเล๊งหรือคนขับรถเบนซ์ก็เข้าร้านอาหารย่อมเห็นสินค้า
"รายได้ที่ผมมีเข้ามาทุกเดือน รายเดือนเข้าผมจะแบ่ง 10-15% ใช้หนี้ ส่วนอีกประมาณ 35% จะแบ่งไว้ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และคิดค่าใช้จ่ายส่วนตัวเป็นเดือน เดือนละ 1.2 หมื่นบาท นอกนั้นก็จะแบ่งเก็บไว้ในธนาคารทั้งหมด เพราะผมอยากเอาไว้ใช้ต่อยอดให้ธุรกิจไปได้ กำลังคิดจะหาทางนำสินค้าเข้าแม็คโครให้ลูกค้าหาซื้อส่งได้สะดวกขึ้น อีกอย่างทำธุรกิจควรมีสภาพคล่องหมุนเวียน" คลังอธิบาย
ผมว่า สิ่งสำคัญเวลามีหนี้ต้องมีสติ สติมาปัญญาเกิดมันช่วยให้เราคิดและเลือกหนทางที่ดีที่สุด การจมอยู่กับหนี้หรือทุกข์ไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทำใจแล้วสู้มาเรื่อยๆ เราไม่มีวันรู้หรอกว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง บางทีอีกแค่ปลายนิ้วอาจถึงเส้นชัยก็ได้ จังหวะคนข้ามคนอาจมีสปริงบอร์ดช่วยให้ไปถึงเส้นชัยเลยก็ได้ ใช้สติทำกลิ้งไปข้างหน้า ผมอยากได้ยอดขายเดือนละล้านผมว่ามันไม่ไกล เพราะผมไม่ได้ขอมากไปแค่ 10% ของเถ้าแก่น้อย ถ้าตั้งใจทำ มีสติ คิดให้รอบคอบ ทำให้ดี จะช้าจะเร็วก็สำเร็จ แต่ต้องลงมือทำอีกหลายอย่าง อย่าเพียงแค่คิด







