posttoday
เมินเงินเฟ้อต่ำ เฟดส่งสัญญาณถอย

เมินเงินเฟ้อต่ำ เฟดส่งสัญญาณถอย

06 กรกฎาคม 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อวันที่ 13-14 มิ.ย.ที่ผ่านมา "เจเน็ต เยลเลน" ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ พร้อมให้รายละเอียดการลดขนาดงบดุลด้วยการไม่ต่ออายุพันธบัตรรัฐบาล โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) ในช่วงแรก ก่อนลดเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าจะถึงเดือนละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) และจะลดการถือครองหลักทรัพย์ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (เอ็มบีเอส) โดยเริ่มเดือนละ 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) และเพิ่มการลดจนถึงเดือนละ 2 หมื่นดอลลาร์ (ราว 7 แสนล้านบาท) โดยจะเริ่มต้นภายในปี 2017 นี้

นันทิยา วรเพชรายุทธ

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อวันที่ 13-14 มิ.ย.ที่ผ่านมา "เจเน็ต เยลเลน" ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ พร้อมให้รายละเอียดการลดขนาดงบดุลด้วยการไม่ต่ออายุพันธบัตรรัฐบาล โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) ในช่วงแรก ก่อนลดเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าจะถึงเดือนละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) และจะลดการถือครองหลักทรัพย์ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (เอ็มบีเอส) โดยเริ่มเดือนละ 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) และเพิ่มการลดจนถึงเดือนละ 2 หมื่นดอลลาร์ (ราว 7 แสนล้านบาท) โดยจะเริ่มต้นภายในปี 2017 นี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เฟดไม่ได้ให้รายละเอียดเอาไว้ก็คือ บรรยากาศของที่ประชุมกรรมการเอฟโอเอ็มซี โดยเฉพาะบรรยากาศที่มีต่อตัวแปรสำคัญอย่าง "อัตราเงินเฟ้อ" ที่กลับมาชะลอตัวลงอีกครั้ง จนทำให้หลายฝ่ายยังสงสัยว่าปัจจัยนี้จะมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เฟดทบทวนเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ หรือเลื่อนแผนการลดงบดุลออกไปถึงช่วงท้ายปีหรือไม่

จากบันทึกการประชุมของเฟดที่เพิ่งเปิดเผยออกมาเมื่อวานนี้ บ่งชี้ว่า กรรมการเฟดบางรายท้วงติงเรื่องอัตราเงินเฟ้อก็จริง ทว่าส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมาชะลอตัวในช่วง 2-3 เดือนนี้ เป็นเพียงความผันผวนระยะสั้นที่ไม่ได้สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจสหรัฐอย่างแท้จริง

ในทางตรงกันข้าม เอฟโอเอ็มซีเริ่มตั้งข้อสังเกตกันว่า เหตุใดการทยอยขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมาจึงไม่สะท้อนภาพที่ออกมาตรงกันในตลาดเงิน คือตลาดการเงินที่ผ่อนคลายมานานกลับไม่ตึงตัวขึ้น อีกทั้งราคาสินทรัพย์กลับยังเพิ่มสูงขึ้นด้วย

ดังนั้น แม้กรรมการจะยังเสียงแตกเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสม ของการลดขนาดงบดุลมหาศาลเกือบ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 153 ล้านล้านบาท) ทว่าภายใต้เสียงที่ยังไม่เป็นเอกฉันท์เหล่านี้ก็ยังมี "หลายเสียง" เทความเห็นให้เฟดเริ่มปฏิบัติการลดขนาดงบดุลได้แล้ว "ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้" โดยในบันทึกการประชุมระบุว่า กรรมการหลายคนต้องการให้เฟดเริ่มลดงบดุลพันธบัตรและตราสารเอ็มบีเอส ภายในสิ้นเดือน ส.ค. ขณะที่กรรมการบางรายเห็นชอบให้เลื่อนออกไปถึงช่วงปลายปี

ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันจะยังไม่ถึงเป้าหมายเงินเฟ้อที่เฟดกำหนดไว้ที่ 2% แต่ก็ไม่ได้ห่างไกลมากนักเมื่อเทียบกับฝั่งยุโรปและญี่ปุ่น โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวอยู่ที่ระดับ 1.7% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลงในช่วง 2-3 เดือนหลังมานี้ มาจากราคาน้ำมันที่เริ่มกลับมาลดลงอีกครั้ง ทั้งที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงต้นปี ขณะที่ตลาดการจ้างงานสหรัฐกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว โดยอัตราว่างงานลดลงเหลือเพียงราว 4.6% เท่านั้น จนไม่อาจเป็นข้ออ้างให้เฟดยื้อเวลาออกไปได้อีก

ขณะเดียวกัน เมื่อดูปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่ตัวแปรของเฟดอย่างผลประกอบการภาคเอกชนในบริษัทจดทะเบียนจะพบว่า มีการฟื้นตัวกันอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งไม่ใช่แค่ในสหรัฐ แต่ดีขึ้นพร้อมกันเกือบทั้งโลก โดย โรเบิร์ต บัคแลนด์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์หุ้นโลกของซิตี รีเสิร์ช ระบุว่า อาจถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 ที่บริษัทจดทะเบียนในบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ สามารถฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างพร้อมเพรียงกัน และคาดว่าตลาดใหญ่ๆ ทั้งหมดจะมีการรายงานกำไรต่อหุ้นเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้

อย่างไรก็ดี เฟดเองก็ขึ้นชื่อในเรื่องการเปลี่ยนใจได้ตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งหลังจากการประชุมเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ก็เริ่มมีกรรมการเฟดบางรายให้ความเห็นกับสื่อในแนวกังวลต่อเงินเฟ้อชะลอตัว นักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อยจึงมองว่า น่าจะต้องจับตาดูทิศทางของเยลเลนต่อไปอีกระยะ หรืออย่างน้อยก็คือในสัปดาห์หน้า ที่ผู้ว่าการเฟดจะขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส ซึ่งจะให้ทิศทางภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐอีกครั้ง

โรเบอร์โต เพอร์ลี นักเศรษฐศาสตร์จากคอร์เนอร์สโตน แมโคร มองว่า ในบันทึกการประชุมของเฟดนั้น ยังมีส่วนที่แสดงให้เห็นว่ากรรมการบางส่วนกังวลเรื่องเงินเฟ้อชะลอตัวอยู่ หลังจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ค. ชะลอตัวอยู่ที่ 1.4% ทำให้กรรมการบางส่วนเริ่มไม่แน่ใจเช่นกันว่า อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวนี้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว หรือจะยืนระยะออกไปอีก ซึ่งเพอร์ลีมองว่าหากเป็นอย่างหลัง ก็มีแนวโน้มที่เฟดอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปเป็นการประชุมงวดสุดท้ายของเดือน ธ.ค.ก็ว่าได้

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นการเริ่มต้นลดขนาดงบดุลในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ และขึ้นดอกเบี้ย เป็นครั้งที่ 3 ของปี ในการประชุมเดือน ธ.ค.

ทั้งนี้ เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ผลจากการปรับสมดุลนโยบายการเงินก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และอาจกระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจจริงที่กำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวด้วย

การปรับลดงบดุลของเฟด หมายถึงการดึงสภาพคล่องออกจากระบบให้ตึงตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ระดมทุนใหม่ๆ พบกับดอกเบี้ยต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้น เงินไหลกลับเข้าสหรัฐ และจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือผันผวนเกินไป และต้องการให้ทุกฝ่ายมีเวลาปรับตัวมากขึ้น

แต่ไม่ว่าจะต่อเวลาไปอีกระยะหรือไม่ ทิศทางของเฟดที่สื่อออกมาก็คือ เฟดจะเดินหน้าปรับสมดุลนโยบายการเงินให้เข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอนในปีนี้ โดยอาจก้าวข้ามตัวแปรอย่างเงินเฟ้อและแรงกดดันของตลาดที่มีอิทธิพลมาตลอดทุกครั้ง ในปีสุดท้ายของผู้ว่าฯ ที่ชื่อเจเน็ต เยลเลน ในปีนี้ n

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน