posttoday
กนง.คงดอกเบี้ย แต่บาทไม่อ่อน

กนง.คงดอกเบี้ย แต่บาทไม่อ่อน

04 กรกฎาคม 2560

พรสวรรค์ นันทะศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 17 ตลอดระยะเวลา 2 ปี 3 เดือน นับตั้งแต่ลดดอกเบี้ยจาก 1.75% มาเหลือ 1.5% เมื่อเดือน เม.ย. 2558 เหตุที่คงดอกเบี้ยเพราะมองว่าภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

พรสวรรค์ นันทะศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 17 ตลอดระยะเวลา 2 ปี 3 เดือน นับตั้งแต่ลดดอกเบี้ยจาก 1.75% มาเหลือ 1.5% เมื่อเดือน เม.ย. 2558 เหตุที่คงดอกเบี้ยเพราะมองว่าภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

การคงดอกเบี้ยไว้ในขณะที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีนโยบายขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศห่างมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่เกิดปัญหาเงินไหลออก โดย ศรัณย์ ภู่พัฒน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารทหารไทย มองว่าในช่วงครึ่งปีหลังเงินทุนไหลเข้าอยู่ แต่ปริมาณน้อยกว่าครึ่งปีแรก โดยในช่วงครึ่งปีแรกเงินทุนไหลเข้ามาไทยในพันธบัตรระยะยาวอย่างมาก และไหลเข้าในตลาดหุ้นบางส่วน รวมเม็ดเงินเกือบ 1.7 แสนล้านบาท เป็นผลทำให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงต้นปี

ทั้งนี้ ในครึ่งปีหลังแนวโน้มตลาดหุ้นไทยการเติบโตยังไม่น่าสนใจเท่าประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง กดดันเงินร้อนไหลออกกลับไปสหรัฐ ทำให้ความร้อนแรงของเงินไหลเข้าชะลอลง แต่โดยภาพรวมยังคงเป็นทิศทางไหลเข้ามากกว่าไหลออก

"แนวโน้มเงินบาทครึ่งปีหลังอาจแข็งค่าได้อีก โดยสิ้นปีคาดการณ์เงินบาทที่ 33.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากต่างประเทศมีปัจจัยผันผวน ได้แก่ นโยบายภาษีของทรัมป์ที่ไม่สำเร็จ สหภาพยุโรปอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มาก ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ 1 ครั้ง ตลาดคาดล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ปัจจัยในประเทศแข็งแกร่งจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 12.1% ต่อจีดีพี ทุนสำรองระหว่างประเทศ 10.5 เท่าของการนำเข้าต่อเดือน ทำให้เงินทุนไหลเข้าในตลาดเกิดใหม่และไทยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งปีหลังเงินทุนไหลเข้าอยู่ แต่ปริมาณน้อยกว่าครึ่งปีแรก โดยในช่วงครึ่งปีแรกเงินทุนไหลเข้ามาไทยในพันธบัตรระยะยาวอย่างมาก และไหลเข้าในตลาดหุ้นบางส่วน รวมเม็ดเงินเกือบ 1.7 แสนล้านบาท เป็นผลทำให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงต้นปี แต่ครึ่งปีหลัง แนวโน้มตลาดหุ้นไทยการเติบโตยังไม่น่าสนใจเท่าประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง กดดันเงินร้อนไหลออกกลับไปสหรัฐ ทำให้ความร้อนแรงของเงินไหลเข้าชะลอลง แต่โดยภาพรวมยังคงเป็นทิศทางไหลเข้ามากกว่าไหลออก

สำหรับการประชุม กนง.รอบวันที่ 5 ก.ค.นี้ ได้ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้ เพิ่มเป็น 3.5% อยู่ภายใต้สมมติฐานเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.8% ลดลงจาก ที่เคยคาดไว้ 1.2% เงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.6% จาก 0.7% การบริโภคภาค เอกชนขยายตัว 3.1% จาก 2.7% การลงทุนภาคเอกชนลดลงเหลือ 1.7% จาก 2.4% การอุปโภคภาครัฐคงที่ 2.2% การลงทุนภาครัฐ ลดเหลือ 7.7% จาก 11.8% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเพิ่มเป็น 3.97 หมื่นล้านดอลลาร์ จากเกินดุล 3.69 หมื่นล้านดอลลาร์ มูลค่าการส่งออก ขยายตัวเพิ่มเป็น 5% จาก 2.2% มูลค่าการนำเข้าเพิ่มเป็น10.9% จาก 7.2% และราคาน้ำมันดิบดูไบราคาลดลงเหลือ 50.9 ดอลลาร์/บาร์เรล จาก 52.3 ดอลลาร์

อย่างไรก็ดี กนง.มีข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ รวมถึงนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่จะโตน้อยลง และความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์โลก

รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กล่าวว่า คณะกรรมการ กนง. มีกำหนดการประชุมรอบถัดไปในวันที่ 16 ส.ค. 2560 ทั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการที่ธนาคารกลางของประเทศหลักๆ หลายแห่งได้ปรับนโยบายการเงินจากเดิมที่ใช้นโยบายแบบผ่อนคลายอย่างมาก จะส่งผล กระจายไปสู่ประเทศอื่นๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์มองว่ายังเร็วเกินไปสำหรับคณะกรรมการ กนง. ที่จะปรับจุดยืนด้านนโยบายการเงิน เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ และอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง รวมถึงผลกระทบในทางลบจากการแข็งขึ้นของค่าเงินบาทต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย และเชื่อว่า กนง.น่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ตลอดปีนี้ n

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี