
วิธีหาหุ้นที่ขึ้นแต่เร็วลงช้าสำหรับ Single Stock Futures ตอนที่ 2
ในบทความตอนที่แล้วผมได้แนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับหุ้นที่มีความแข็งแกร่งกว่าตลาด หรือหุ้นที่มี Relative Strength ว่าเป็นหุ้นอ้างอิงที่น่าสนใจสำหรับการซื้อขาย Single Stock Futures สำหรับบทความนี้ผมจะมานำเสนอผลการทดลองซื้อหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง และเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้กับผลตอบแทนของตลาด ซึ่งในที่นี้ผมใช้ดัชนี SET50 เป็นตัวอ้างอิง
ในบทความตอนที่แล้วผมได้แนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับหุ้นที่มีความแข็งแกร่งกว่าตลาด หรือหุ้นที่มี Relative Strength ว่าเป็นหุ้นอ้างอิงที่น่าสนใจสำหรับการซื้อขาย Single Stock Futures สำหรับบทความนี้ผมจะมานำเสนอผลการทดลองซื้อหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง และเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้กับผลตอบแทนของตลาด ซึ่งในที่นี้ผมใช้ดัชนี SET50 เป็นตัวอ้างอิง
ผมได้ทำการทดลองอย่างง่าย โดยเปรียบเทียบมูลค่าของพอร์ต 3 ประเภทกับค่าพอร์ตที่ลงทุนในดัชนี SET50 ดังนี้
1) พอร์ตที่ซื้อหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด 10 ตัว
2) พอร์ตที่ซื้อหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด 5 ตัว
3) พอร์ตที่ซื้อหุ้นอ่อนแอกว่าตลาด 5 ตัว
พอร์ตที่ซื้อหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด 10 ตัว ใช้เงินเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท จะซื้อหุ้นทั้งหมด 10 ตัว จากหุ้นในกลุ่ม SET50 จำนวน 50 ตัว โดยการซื้อหุ้นตอนต้นเดือน และถือเอาไว้เป็นระยะเวลา 1 เดือน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะขายหุ้นทุกตัวในพอร์ตออกไป พอขึ้นวันแรกของเดือนใหม่ จะซื้อหุ้นเข้ามาใหม่ 10 ตัว โดยดูว่าในเดือนที่แล้วหุ้นตัวไหนที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด วัดจากเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาโดยซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นมากที่สุด 10 อันดับแรกของเดือนที่ผ่านมา แล้วถือต่ออีก 1 เดือน ทำการทดลองแบบนี้ซ้ำๆ โดยเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552 ไปสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2557 (ระยะเวลา 6 ปี) ผลการทดลองเมื่อสิ้นสุดปีที่ 6 พบว่า พอร์ตที่ถือหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด 10 ตัว มีมูลค่าของพอร์ตรวมอยู่ที่ 4,236,899 บาท สูงกว่าพอร์ตที่ถือหุ้นทุกต้วใน SET50 ที่มีมูลค่าเพียง 3,297,143 บาท
พอร์ตที่ซื้อหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด 5 ตัว ใช้เงินเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท จะซื้อหุ้นทั้งหมด 5 ตัว จากหุ้นในกลุ่ม SET50 จำนวน 50 ตัว โดยการซื้อหุ้นตอนต้นเดือน และถือเอาไว้เป็นระยะเวลา 1 เดือน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะขายหุ้นทุกตัวในพอร์ตออกไป พอขึ้นวันแรกของเดือนใหม่ จะซื้อหุ้นเข้ามาใหม่ 5 ตัว โดยดูว่าในเดือนที่แล้วหุ้นตัวไหนที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด วัดจากเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาโดยซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นมากที่สุด 5 อันดับแรกของเดือนที่ผ่านมา แล้วถือต่ออีก 1 เดือน ทำการทดลองแบบนี้ซ้ำ โดยเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552 ไปสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2557 (ระยะเวลา 6 ปี) ผลการทดลองเมื่อสิ้นสุดปีที่ 6 พบว่า พอร์ตที่ถือหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด 5 ตัว มีมูลค่าของพอร์ตรวมไม่แตกต่างจากพอร์ตที่ถือหุ้นทุกต้วใน SET50 มากนัก คือ มีมูลค่าของพอร์ตรวมอยู่ที่ 3,619,557 บาท สูงกว่าพอร์ตที่ถือหุ้นทุกต้วใน SET50 ที่มีมูลค่า 3,297,143 บาท
พอร์ตที่ซื้อหุ้นอ่อนแอกว่าตลาด 5 ตัว ใช้เงินเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท จะซื้อหุ้นทั้งหมด 5 ตัว จากหุ้นในกลุ่ม SET50 จำนวน 50 ตัว โดยการซื้อหุ้นตอนต้นเดือน และถือเอาไว้เป็นระยะเวลา 1 เดือน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะขายหุ้นทุกตัวในพอร์ตออกไป พอขึ้นวันแรกของเดือนใหม่ จะซื้อหุ้นเข้ามาใหม่ 5 ตัว โดยดูว่าในเดือนที่แล้วหุ้นตัวไหนที่มีความอ่อนแอมากที่สุดหรือปรับตัวลดลงมากที่สุด 5 อันดับแรก และถือไว้ 1 เดือน ทำการทดลองแบบนี้ซ้ำโดยเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552 ไปสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2557 (ระยะเวลา 6 ปี) ผลการทดลองเมื่อสิ้นสุดปีที่ 6 พบว่า พอร์ตที่ถือหุ้นที่อ่อนแอกว่าตลาด 5 ตัว มีมูลค่าของพอร์ตรวมต่ำกว่าพอร์ตที่ถือหุ้นทุกตัวใน SET50 อย่างมาก คือ มีมูลค่าของพอร์ตรวมเพียง 1,443,540 บาท เทียบกับมูลค่าพอร์ตหุ้น SET50 ที่ 3,297,143 บาท
สิ่งที่ผู้อ่านบทความในตอนนี้ควรทราบ คือ การทดลองครั้งนี้เป็นการทดลองอย่างง่ายเพื่อให้มุมมองกี่ยวกับ Relative Strength เท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับนำไปใช้ซื้อขายจริง การใช้หลักการของหุ้นแข็งแกร่งนั้นมักจะสแกนหาหุ้นที่แข็งแกร่งแล้วเก็บไว้เป็นรายชื่อของหุ้นที่น่าติดตาม หลังจากนั้นค่อยใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่น ในขั้นตอนของการตัดสินใจลงมือซื้อขายจริง







