
คำถามถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
อิสระ บุญยังนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งตามร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลส่งให้สภาพิจารณานั้น สำหรับผู้มีที่อยู่อาศัย หรือมีที่ดินเพื่อการเกษตรมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท (ราคาประเมินของกรมธนารักษ์) จะได้รับการยกเว้นภาษี และแม้ว่าอาจมีการแปรญัตติมูลค่าของที่อยู่อาศัยที่ใช้เป็นบ้านหลังหลัก (เป็นเจ้าของใช้อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน) ลดลงมาเหลือ 10 หรือ 20 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าว ก็เชื่อว่าจะกระทบต่อผู้ที่เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวนไม่มากนัก
อิสระ บุญยังนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งตามร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลส่งให้สภาพิจารณานั้น สำหรับผู้มีที่อยู่อาศัย หรือมีที่ดินเพื่อการเกษตรมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท (ราคาประเมินของกรมธนารักษ์) จะได้รับการยกเว้นภาษี และแม้ว่าอาจมีการแปรญัตติมูลค่าของที่อยู่อาศัยที่ใช้เป็นบ้านหลังหลัก (เป็นเจ้าของใช้อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน) ลดลงมาเหลือ 10 หรือ 20 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าว ก็เชื่อว่าจะกระทบต่อผู้ที่เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวนไม่มากนัก
แต่หากมีบ้านพักอาศัยอีก 1, 2 หรือ 3 หลัง ซึ่งตนเองไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก็ต้องถือเป็นบ้านหลังที่ 2 และก็ต้องเสียภาษีในอัตราเพดานสูงสุดไม่เกิน 0.5% แต่อัตราภาษีตามร่างของกระทรวงการคลังมีอัตราตั้งแต่ 0.03-0.3% ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ ผู้เขียนเองได้รับคำถามหลายประการจากผู้ที่มีบ้านและที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ในหลายกรณี อาทิ
1.นาย A มีบ้านของตนเองอยู่แล้ว แต่น้องชาย คือ นาย B จะซื้อบ้านจึงขอให้นาย A เป็นผู้กู้ร่วม ซึ่งสถาบันการเงินขอให้นาย A เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในบ้านที่นาย B เป็นผู้ซื้อ คำถามคือบ้านหลังนี้จะกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของนาย A หรือไม่ เพราะนาย A มีบ้านหลังหลักของตนเองอยู่แล้ว กรณีดังกล่าวหากไม่ให้เกิดการตีความ นาย A ก็ควรเป็นผู้กู้ร่วมเท่านั้น มิใช่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม และเชื่อว่าสถาบันการเงินจะเข้าใจปัญหาที่จะเกิดขึ้นในกรณีนี้
2.น.ส. C มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านต่างจังหวัดมูลค่า 5 แสนบาท แต่มาทำงานในกรุงเทพฯ โดยซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่า 1 ล้านบาท ไว้สำหรับพักอาศัย น.ส. C ถามว่าคอนโดนิเนียมที่ซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 และต้องเสียภาษีใช่หรือไม่ แม้มูลค่ารวมกับบ้านที่ต่างจังหวัดจะเพียง 1.5 ล้านบาท กรณีนี้น่าจะเกิดขึ้นได้มาก สำหรับผู้คนจากชนบทที่เข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งเป็นแหล่งงานสำคัญ จะแนะนำให้ น.ส. C ขายบ้านในต่างจังหวัดออกไปก็กระไรอยู่ เพราะสังคมไทยมีคำว่า "กลับบ้าน" และเราจะเห็นบรรยากาศของการ "กลับบ้าน" ในทุกเทศกาล รวมถึงเทศกาลที่มีการเลือกตั้งด้วย ซึ่งสะท้อนว่าคนจำนวนมากยังมีทะเบียนบ้านอยู่ในต่างจังหวัด
3.นาย D มีบ้านหลังหลักของตนเองอยู่แล้วมูลค่า 3 ล้านบาท นาย D ซื้อตึกแถวไว้มูลค่า 5 ล้านบาท ตึกแถวที่ซื้อไว้ยังไม่ได้ประกอบการค้าและไม่มีผู้อยู่อาศัย นาย D ถามว่าตึกแถวที่ซื้อไว้ นาย D ต้องเสียภาษีในอัตราของบ้านหลังที่ 2 หรืออัตราพาณิชยกรรม เพราะหากถือเป็นบ้านหลังที่ 2 นาย D จะเสียภาษีในอัตรา 0.03% แต่หากถือเป็นพาณิชย กรรม นาย D จะเสียภาษี 0.3% ซึ่งจะต่างกัน 10 เท่า
4.น.ส. F จบปริญญาตรี เป็นคนต่างจังหวัด ขณะนี้ทำงานในกรุงเทพฯ และซื้อบ้านไว้มูลค่า 2 ล้านบาท แต่มีที่ดินต่างจังหวัด ซึ่งพ่อแม่ยกให้ 20 ไร่ มูลค่า 1 ล้านบาท น.ส. F ถามว่า หากที่ดินดังกล่าวให้เช่าทำนา จะถือเป็นที่ "เกษตรกรรม" หรือการให้เช่าถือเป็น "พาณิชยกรรม" เพราะหากถือเป็นเกษตรกรรมน.ส. F เสียภาษี 0% แต่หากถือเป็นพาณิชย กรรม น.ส. F ต้องเสียภาษีในอัตรา 0.3%
ผู้เขียนได้บอก น.ส. F ว่าถึงอย่างไรก็ดีกว่าปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า เพราะจะต้องเสียภาษีในอัตรา 2-5% น.ส. F บอกว่าถ้าการให้เช่าทำการเกษตรแล้ว กลายเป็นดินเพื่อ "พาณิชยกรรม" คงไม่มีใครอยากให้เช่าแน่ และคงต้องจ้างลูกจ้างมาทำการเกษตร ทำให้เกิดลูกจ้างภาคเกษตรมากกว่าการให้เกิดเกษตรกร
5.นาย M มีที่ดินว่างเปล่าหนึ่งแปลง 100 ตารางวา อยู่ถนนสาทร ซึ่งมีมูลค่า (ราคาประเมิน ) 40 ล้านบาท นาย M ถามว่า 1.นาย M จะทำการเกษตรตรงนี้ได้หรือไม่ 2.นาย M ไม่ทำการเกษตร แต่จะจัดสวนไว้ให้สวยงามไม่ปล่อยให้รกร้าง เพื่อให้เป็นทัศนียภาพที่ดีของเมือง นาย M จะโดนข้อหา "ไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ" หรือไม่ ซึ่งข้อหานี้ นาย M ต้องเสียภาษีในอัตราเหมือนกับที่รกร้างว่างเปล่า คือ 2-5% คำถามของนาย M ผู้เขียนก็คิดในใจว่ากฎหมายนี้จะส่งเสริมให้เกิด Green Area หรือเกิด City Farm ได้ไหม หรือจะกดดันให้เกิด Over Supply
คงต้องฝากคำถามเหล่านี้ ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้พิจารณาในช่วงของการแปรญัตติ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่ต้องเกิดการตีความหลังจากมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้







