
ครึ่งปีหลังลงทุนอะไรดี?
ส้นทางการลงทุนทั่วโลกครึ่งปีแรกจบแบบซึมเซา ไร้สีสัน ทุกสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนไม่มาก โดยเฉพาะหุ้นไทยที่ปรับขึ้นเลขหลักเดียว ขี้เหร่เต็มทีไม่ถึง 5%
ส้นทางการลงทุนทั่วโลกครึ่งปีแรกจบแบบซึมเซา ไร้สีสัน ทุกสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนไม่มาก โดยเฉพาะหุ้นไทยที่ปรับขึ้นเลขหลักเดียว ขี้เหร่เต็มทีไม่ถึง 5%
ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชียปรับขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะตลาดหุ้นอินเดีย และฟิลิปปินส์ ที่ปรับขึ้น 14% ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับขึ้นประมาณ 9%
สวนทางกับตลาดตราสารหนี้ไทย ครึ่งปีแรกมีเงินต่างชาติไหลเข้ามาซื้อพันธบัตรเพื่อพักเงิน ส่งผลให้ราคาพันธบัตรแพง ค่าเงินบาทแข็งโป๊ก
ผลจากหุ้นไทยปรับตัวขึ้นน้อยกว่าภูมิภาค จึงน่าสนใจว่าแล้วครึ่งปีหลังจะเตะตานักลงทุนหรือไม่ ขณะที่เมื่อเทียบหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งมีเสน่ห์เย้ายวน เช่นเดียวกับหุ้นจีน
พญาอินทรี ตลาดหุ้นสหรัฐ เป็นกระทิงวิ่งขึ้นตลอด 10 เดือนที่ผ่านมาโดยไม่พักเหนื่อย หรือจะถึงเวลาต้องพักบ้างแล้วในครึ่งปีหลัง จะเขย่าให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานตามหรือไม่ และจะลงแรงมากน้อยแค่ไหน
ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังที่ต้องจับตา เช่น การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สภาพคล่องที่สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกถอน โดยเฉพาะสหรัฐ หลังปี 2557 ได้อัดฉีดสภาพคล่องผ่านการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีมาอย่างต่อเนื่อง จนโลกเสพติดคิวอีไปแล้ว หากถึงเวลาต้องเลิกจะทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุนช็อกหรือไม่
แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ที่นำโดยสหรัฐ ซึ่งถือเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงของตลาดเงินทั่วโลกนั้น จะกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างอสังหาริมทรัพย์อย่างไรบ้าง
เรื่องการเมืองโลกที่ต้องยอมรับแล้วว่าร้อนเหลือเกิน ติดตามการเลือกตั้งในอังกฤษและอิตาลี ส่วนยักษ์เอเชีย จีน จะมีการประชุมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในเดือน พ.ย.ปีนี้ เพื่อสรรหาสมาชิกที่จะมาแทนสมาชิกที่เกษียณจำนวนหนึ่งก็เป็นประเด็นที่โลกจับตา
จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ฟันธงได้ว่า เส้นทางการลงทุนครึ่งปีหลังไม่ง่าย การจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์จึงปลอดภัยกว่าการลงทุนแบบกระจุก







