
เคล็ดลับการออมเงิน
.....สาธิต บวรสันติสุทธิ์
เมื่อวันพุธที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา มีข่าวตามสื่อต่างๆ ว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานโครงการความร่วมมือเพื่อการแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคมและสุขภาวะในพื้นที่ 17 จังหวัด ระยะที่ 2 (ส.ค. 2550ส.ค. 2553) ว่า สกว.ได้เก็บข้อมูลจากโครงการนี้จาก 12 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิษณุโลก ชัยนาท นครปฐม อุทัยธานี ชัยภูมิ นครพนม ยโสธร อุบลราชธานี พัทลุง สงขลา และสุราษฎร์ธานี พบว่าการทำบัญชีครัวเรือนช่วยชาวบ้านชำระหนี้เฉลี่ย 6.2 หมื่นบาท/ปี เกษตรกร 5.6 หมื่นบาท/ปี ราชการ 4.8 หมื่นบาท/ปี ค้าขายและธุรกิจส่วนตัว 6.4 หมื่นบาท/ปี และอาชีพรับจ้าง 2.6 หมื่นบาท/ปี
โดย สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า
“ถ้าคนจะหยุดปัญหาหนี้สินได้ ก็ต้องเริ่มที่หยุดการควักกระเป๋า ข้อมูลบัญชีครัวเรือน ทำให้ชาวบ้านเห็นกระเป๋าเงินของตน รู้ว่าควรจะควักกระเป๋าใช้จ่ายหรือไม่ ถ้าจ่ายไปแล้วลูกจะมีกินมีใช้ จะมีเรียนหรือไม่ ก็ทำให้คนรู้จักเริ่มวางแผนชีวิตตนเอง จัดการครอบครัว เกิดกระบวนการแบบคนตัดฟืนกับเทวดาที่เราต้องรู้จักช่วยตนเองก่อนไม่ใช่รอเทวดามาช่วย ที่ชาวบ้านวางแผนชีวิตตนเองและครอบครัวก่อน”จะเห็นได้ว่าการทำบัญชีครัวเรือนมีประโยชน์มากมาย ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความรู้จักการทำบัญชีครัวเรือนกันดีกว่า
การทำบัญชีครัวเรือน คือ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครัวเรือน โดยเราจะต้องบันทึกรายรับและรายจ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยไม่สนใจว่ารับมาจากไหน หรือจ่ายไปเพื่ออะไร เมื่อสิ้นวันเราก็จะสามารถเห็นว่าเงินที่เราใช้จ่ายในแต่ละวันนั้นมากน้อยแค่ไหน ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมหรือไม่ และเมื่อทำสรุปยอดทุกสิ้นเดือน เราอาจจะตกใจกับตนเองก็ได้ว่า ทำไมเราถึงได้ใช้จ่ายเงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นมากถึงขนาดนี้ (อย่างที่ผมเองเคยมีประสบการณ์มา)
และหากเราสังเกตบัญชีครัวเรือนของเราดีๆ เราจะพบว่าค่าใช้จ่ายของเราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ค่าใช้จ่ายจำเป็นและค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น
ค่าใช้จ่ายจำเป็น คือ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของตนเองและครอบครัว เช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถ ฯลฯ
ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น คือ ค่าใช้จ่ายที่ก่อนเราจะใช้จ่าย เราลองถามตนเองก่อนว่า ถ้าไม่ใช้ ชีวิตเราหรือครอบครัวเราจะเดือดร้อนหรือไม่ หากคำตอบคือไม่ นั่นแหละคือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าซื้อเครื่องประดับ ค่าบุหรี่ ค่าเหล้า ค่าดูภาพยนตร์ ฯลฯ
เมื่อเราสามารถแยกว่าค่าใช้จ่ายไหนเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น และค่าใช้จ่ายไหนเป็นค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นได้แล้ว หากเราต้องการมีเงินเก็บสำหรับค่าเทอมลูก หรือสำหรับซื้อบ้านสักหลังให้ครอบครัว เราก็ควรจะเริ่มด้วยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเป็นอันดับแรก เช่น ลดการไปรับประทานข้าวนอกบ้าน ลดการไปดูภาพยนตร์ ฯลฯ
ส่วนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก็ไม่ใช่ว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะถึงแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หากเรามีการวางแผนการใช้จ่ายที่ดี เราก็สามารถเพิ่มเงินออมได้เช่นกัน เช่น ค่าน้ำมันรถ แม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพราะเราต้องใช้ในการเดินทางมาทำงาน แต่หากเราปรับเปลี่ยนวิธีการเดินทาง เช่น การใช้บริการรถสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ ฯลฯ ก็จะช่วยให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ทำให้เรามีเงินออมเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องดูทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วค่าใช้จ่ายไหนที่มีเยอะแล้วดี คำตอบ คือ ค่าใช้จ่ายทั้งสองอย่างมีเยอะก็ไม่ดีทั้งนั้น เช่น ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมีเยอะ แสดงว่าเราอาจมีภาระหนี้สินมาก ความยืดหยุ่นทางการเงินของเราน้อย หากวันใดเรามีปัญหาเรื่องรายได้ ครอบครัวก็อาจเกิดปัญหาทางการเงินที่รุนแรงได้
หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นมีเยอะ ก็แสดงว่าเราเป็นคนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน ใช้เงินตามความอยากมากไป
สรุปง่ายๆ ก็คือพยายามให้เงินออกจากกระเป๋าให้น้อยที่สุดนั่นแหละดีที่สุด
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำบัญชีครัวเรือน คือ
nการมีวินัย คือเราต้องขยันบันทึกรายรับรายจ่ายเสมอทุกวัน ขอย้ำนะครับว่าทุกวัน เพราะจากประสบการณ์ของตนเองที่ทำบัญชีครัวเรือนจะพบว่า หากเว้นไม่ทำแม้เพียงวันเดียว ก็จะจำไม่ได้แล้วว่า เราใช้จ่ายเงินไปเพื่ออะไรบ้าง
nการซื่อสัตย์กับตนเอง คือ ค่าใช้จ่ายไหนถ้าพิจารณาด้วยเหตุผลแล้วไม่จำเป็น ก็ต้องไม่จำเป็น ไม่ใช่ว่าเอาความอยากได้เป็นที่ตั้ง เลยสรุปว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น วิธีหนึ่งที่จะช่วยเราพิจารณาว่า ค่าใช้จ่ายไหนจำเป็นหรือไม่ ก็ลองให้คู่ชีวิตเราช่วยดูให้ เช่น ภรรยา เพราะผู้หญิงจะมีความละเอียดรอบคอบเรื่องเงินมากกว่าผู้ชาย
nความตั้งใจจริงที่จะออมเงิน หากเราไม่มีความตั้งใจจริงเราก็จะเบื่อ แล้วก็จะล้มเลิกความตั้งใจได้ง่าย
วิธีที่จะช่วยให้เรามีความตั้งใจจริง มีวินัย และซื่อสัตย์กับตนเองได้ก็คือการกำหนดเป้าหมายการออมเงิน เช่น เราอาจตั้งเป้าหมายที่จะเก็บเงินให้ได้สัก 7.2 หมื่นบาทใน 1 ปี เพื่อซื้อเป็นค่าเทอมลูก เสร็จแล้วเราก็ย่อยเป้าหมายใหญ่ให้เป็นเป้าหมายย่อย คือเดือนละ 6,000 บาท หรือวันละ 200 บาท ดังนั้น หากเราสามารถลดค่าใช้จ่ายได้วันละ 200 บาท ก็ถือว่าเราบรรลุเป้าหมายในการออมเงินแล้ว
แต่บางคนก็อาจเริ่มบ่นในใจว่า ตั้งวันละ 200 บาทแน่ะ จะทำได้ไง ไว้เรามาคุยกันต่อครั้งหน้าครับ หากท่านต้องการสอบถามหรือปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน โปรดติดต่อกระผมได้ที่ [email protected] (ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ)







