
เตือนอย่าไว้ใจธปท.
นักวิเคราะห์เตือนอย่าหลงเชื่อลมปาก ธปท.ไม่ออกมาตรการสกัดเงินนอก รอผู้ว่าการคนใหม่มาจัดการ ทำหุ้น 2 สัปดาห์นี้เหวี่ยงแรง
นักวิเคราะห์เตือนอย่าหลงเชื่อลมปาก ธปท.ไม่ออกมาตรการสกัดเงินนอก รอผู้ว่าการคนใหม่มาจัดการ ทำหุ้น 2 สัปดาห์นี้เหวี่ยงแรง
นางวิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน เปิดเผยในงานสัมมนา “หุ้นไทย...โค้งสุดท้ายปี 2553” ว่า ช่วง 2 สัปดาห์ก่อนจะสิ้นเดือน ก.ย. จะเห็นดัชนีเหวี่ยงผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลและจับตาดูว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมาตรการหรือส่งสัญญาณใดออกมาเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้าหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ธปท.จะไม่มีมาตรการใดออกมาจนกว่าผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่คือนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล จะเข้ามารับตำแหน่งในวันที่ 1 ต.ค.นี้ และยังเชื่อว่า ธปท.จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท
ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นเมื่อดัชนีปรับขึ้นแนะให้นักลงทุนรีบขายทำกำไรทันทีก่อนที่ดัชนีจะถึงแนวต้านสำคัญที่ 920 จุด และหากดัชนีอ่อนตัวลงไปต่ำกว่า 900 จุด แนะให้ทยอยซื้อสะสมในกลุ่มขนาดใหญ่อย่างกลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และกลุ่มสื่อสารคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ นางวิริยา กล่าวว่า จะเห็นดัชนีแกว่งภายในกรอบ 830-970 จุดได้ และยังเป็นโอกาสปรับขึ้นต่อตามเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาอีก 1.8 หมื่นล้านบาท
“เราคาดดัชนีหุ้นจะแกว่งในกรอบ 800-970 จุด ในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 6.77.3% กำไรของบริษัทจดทะเบียนโต 15-25%” นางวิริยา กล่าว
ขณะเดียวกัน เงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงดอกเบี้ยต่ำอีกนาน โดยคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในไตรมาส 4 ปีหน้า และในเดือน พ.ย. คาดว่าเฟดจะประกาศซื้อคืนพันธบัตรมูลค่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้จะมีสภาพคล่องในตลาดเงินทั่วโลกและเงินทุนต้องไหลเข้าเอเชียต่อ
นอกจากนั้นจะมีการโยกเงินลงทุนออกจากตลาดตราสารหนี้เข้ามาตลาดหุ้นอีก โดยเฉพาะเงินที่จะกลับมาจากกองทุนที่ไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีที่จะครบอายุอีก 1.35 หมื่นล้านบาท และแรงดันดัชนีจากการเข้าซื้อกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
อย่างไรก็ดี ต่างชาติจะพิจารณาในการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความเสี่ยงเรื่องการเมืองด้วย ซึ่งเหตุการณ์ 19 ก.ย. ยังไม่ชัดเจน
วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ตลาดเอเชียปรับขึ้นเกือบทั้งหมด นำโดยตลาดอินโดนีเซียพุ่งกว่า 3% ตามด้วยดัชนีนิกเกอิบวกกว่า 2% หลังแบงก์ชาติญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงเงินเยนครั้งแรกในรอบกว่า 6 ปี ส่วนหุ้นไทยผันผวนสูงระหว่างวันลงไปต่ำสุดที่ 902.46 จุด ก่อนดีดกลับมาปิดที่จุดสูงสุดของวัน 921.10 ลดลง 0.29 บาท โดยสถาบันทิ้งหนัก 3,315 ล้านบาท ต่างชาติขายเล็กน้อย 267 ล้านบาท
ท่ามกลางความกังวลปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ทำให้มีเงินไหลเข้าลงทุนในสัญญาทองคำล่วงหน้า ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศเพิ่มขึ้น 200 บาท ต่อน้ำหนักทองคำภายในวันเดียว







