
ไทยพาณิชย์แนะกลุยุทธ์มัดใจผู้บริโภค 4.0
แบงก์ไทยพาณิชย์เผยพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเน้นซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเน้นบริการหลังการขายมากขึ้น หนุนท่องเที่ยวและอาหารโตเพิ่ม แนะผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์สร้างความผูกพันมัดใจผู้บริโภคยุค 4.0
แบงก์ไทยพาณิชย์เผยพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเน้นซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเน้นบริการหลังการขายมากขึ้น หนุนท่องเที่ยวและอาหารโตเพิ่ม แนะผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์สร้างความผูกพันมัดใจผู้บริโภคยุค 4.0
นายวิธาน เจริญผล ผู้อำนวยการคลัสเตอร์ธุรกิจบริการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (Economic Intelligence Center) หรือ อีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคไทย 4.0 ว่าผู้บริโภคใช้เริ่มมีพฤติกรรมที่นอยมช้อปปิ้งทางออนไลน์มากขึ้น เช่นเดียวกับผู้บริโภคทั่วโลก ส่วนหนึ่งเพราะ มีการเชื่อมต่อสิ่งต่างๆเข้ากับอินเตอร์เน็ต (Internet of Things) หรือ ไอโอที แต่มีข้อแตกต่างออกไปเล็กน้อยสำหรับผู้บริโภคไทย คือ ผู้บริการทั่วโลกเน้นบริการที่ตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลมากขึ้น แต่ผู้บริโภคไทยเน้นคุณภาพและเน้นบริการหลังการขายมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการภายในอย่างสุขภาพ ขระที่สินค้าที่ตอบสนองสุขภาพภายนอกอย่างเครื่องสำอางลดลงบ้าง
ทั้งนี้ ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคยุค 4.0 เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมาจากกลุ่มตัวอย่าง 5,000 คนทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนกรุงเทพและปรมณฑล พบว่า 75% ของผู้บริโภคใช้เวลาว่างในการเล่นอินเตอร์เน็ต และ โซเชียล ผู้บริโภค 70% ยินดีจ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวมาเป็นอันดับหนึ่ง กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้สูงยังใช้จ่ายนอกบ้านสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารดีขึ้น เช่นเดียวกับคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปก็ใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น
“ไอโอที ทำให้มีการใช้ออนไลน์หรือโซลเซี่ยลอย่างเฟสบุ๊คมากขึ้น ช่วยให้เกิดการขายในภาคบริการที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเการท่องเที่ยว และร้านอาหาร ที่เติบตได้ดีและมีแนวโน้มโตได้อีกมาก จากการที่ช่วยให้การค้นหาข้อมูลสะดวกและง่ายขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านไลฟ์สไตล์ได้ดีขึ้น โดย 80% ของผู้บริโภคยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่เฉพาะเจาะจงสำหรับตัวเองและเพื่อคุณภาพที่สูงขึ้น” นายวิธานกล่าว
นายวิธาน กล่าวว่า ผลสำรวจยังพบอีกว่าผู้บริโภคคนไทยนิยมค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการหลายทางมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะค้นทางอินเตอร์เน็ตและโซลเซียลแล้วยังใช้วิธีดูที่หน้าร้านและช่องทางอื่นๆด้วยก่อนจะตัดสินใจซื้อ พฤติกรรมเช่นนี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดอี-คอมเมิร์ช โตได้แต่มีแนวโน้มไม่สูงนัก เฉลี่ย 13 % โดย 90% ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี เคยซื้อของทางออนไลน์ แต่ยังไม่ใช่ช่องทางหลัก โดยใช้บริการเพียง 1-2 ครั้งต่อเดือน แต่ก็มีแนวโน้มโตขึ้นได้
ดังนั้น ภาคธุรกิจควรปรับกลยุทธ์ร่วมมือเป็นพันธมิตรในสายการผลิต (ซัพพลายเชน) จากผู้บริผลิตในภาคอุตสาหกรรม และการเกตร หรืออื่นๆมาจนถึงผู้จัดจำหน่าย ในธุรกิจค้าปลีก ที่ต้องเข้าถึงข้อมูลความต้องการของลูกค้ามากที่สุด โดยใช้ความร่วมมือทางธุรกิจ เทคโนโลยีบิ๊กเดต้าวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคว่าต้องการสินค้าอะไรประเภทไหนคุณภาพอย่างไร เพื่อให้สามารถออกแบบสินค้า กำหนดราคา กำหนดกลยุทธ์การตลาด และจัดการสต็อกสินค้า ได้ตรงจุด ซึ่งการทำตลาดต้องทำทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมๆกันอย่างเหมาะสม
“การสร้างแบรนด์สินค้าอย่างเดียว หรือขยายฐานลูกค้าใหม่อยางเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม เพราะในยุคเทคโนโลยีลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืม คือ ต้องสร้างความผูกพันธุ์กับลูกค้าเดิมไว้ให้ได้ด้วย (Engagement) เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม” นายวิธานกล่าว







