
ไฟแนนเชียลไดเจสต์
SMART แจ้งมีเงินชำระค่าคดี
SMART แจ้งมีเงินชำระค่าคดี
นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการบริษัท สมาร์ทคอนกรีต (SMART) ในฐานะโจทก์แจ้งว่า มีข้อพิพาททางกฎหมายกับนายเสรี จุลศักดิ์ศรีสกุล ในฐานะจำเลย จึงขอสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้ โจทก์มีข้อพิพาท ตั้งแต่ปี 2547 กับจำเลย ซึ่งเป็นอดีตผู้ถือหุ้นของโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดสัญญา ไม่ชำระค่าหุ้นครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ตามที่โจทก์เรียกให้ผู้ถือหุ้นทุกคนชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือ จนนำไปสู่การริบหุ้นของจำเลยและนำหุ้นออกขายทอดตลาดพร้อมเรียกดอกเบี้ย จำเลยฟ้องแย้งว่าการเรียกให้ชำระค่าหุ้นครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์อยู่ขอให้ยกฟ้อง และขอให้คืนหุ้น ที่ริบไปคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้โจทก์ใช้ราคา 70 ล้านบาท ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งจำเลย โจทก์ จำเลยต่างยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์และจำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ได้อ่านเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2560 “พิพากษา” แก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนหุ้นในบริษัทโจทก์ 7 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ที่มีการชำระค่าหุ้นแล้วหุ้นละ 3 บาท แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 21 ล้านบาท ให้โจทก์ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้ง 3 ศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 3 หมื่นบาท ให้โจทก์ ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาในส่วนคำฟ้องแก่จำเลย 1 หมื่นบาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา ในส่วนค่าฟ้องนอกเหนือจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
บริษัทจะดำเนินการตามคำพิพากษาภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ปิดคำบังคับตามกฎหมาย ซึ่งยังไม่ได้รับคำบังคับจากศาล ดังนั้น หากได้รับคำบังคับตามกฎหมายแล้ว และได้ข้อสรุปว่าบริษัทจะคืนหุ้น 7 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ที่มีการชำระค่าหุ้นแล้วหุ้นละ 3 บาทแก่จำเลย หรือคืนเป็นเงิน 21 ล้านบาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 4 หมื่นบาท บริษัทจะเร่งแจ้งให้นักลงทุนทราบทันที อย่างไรก็ตาม หากบริษัทตกลงคืนเป็นเงิน 21 ล้านบาท บริษัทมีฐานะที่มั่นคง และมีเงินสดเพียงพอในการชำระ
THRE ขยายเวลาตอบข้อเสนอ
นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) แจ้งว่า บริษัท ได้ส่งหนังสือแจ้งความประสงค์ซื้อหุ้นสามัญของบริษัท อีเอ็มซีเอส ไทย (อีเอ็มซีเอส) ในราคาหุ้นละ 40 บาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นรายอื่น ทุกราย โดยกำหนดให้ตอบกลับข้อเสนอดังกล่าวมายังบริษัทภายในวันที่ 31 พ.ค. 2560 บริษัท ไทยรีประกันชีวิต (THREL) ได้ขอขยายระยะเวลาตอบข้อเสนอซื้อหุ้นสามัญของอีเอ็มซีเอส จากเดิมภายในวันที่ 31 พ.ค. 2560 เป็นภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2560 เนื่องจาก THREL ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมของการทำรายการ
บริษัทจึงขยายระยะเวลาตอบข้อเสนอตามความประสงค์ของ THREL ดังนั้น หากบริษัทได้ข้อสรุปในการทำรายการกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บริษัทจะแจ้งความคืบหน้าภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2560
ทั้งนี้ การซื้อหุ้นของอีเอ็มซีเอสจะเป็นการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นแต่ละรายแยกจากกัน โดยหากผู้ถือหุ้นรายใดปฏิเสธการขายหุ้นของอีเอ็มซีเอส การปฏิเสธดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินการของบริษัทในการซื้อหุ้นของอีเอ็มซีเอสจากผู้ถือหุ้นรายอื่นแต่อย่างใด บริษัทจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก่อนการเข้าทำธุรกรรมซื้อขายหุ้น และธุรกรรมซื้อขายหุ้นดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของผู้ถือหุ้นรายอื่น โดยคาดว่าการเข้าซื้อหุ้นสามัญดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ของปี 2560
ECF รอ IFEC
นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) แจ้งความคืบหน้ารายการวางเงินมัดจำเพื่อประกอบการเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล บริษัท ทรู เอ็นเนอร์ยี่ เพาเวอร์ ลพบุรี บริษัทย่อยลำดับที่ 2 ของบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) ในรูปแบบของเงินให้กู้ยืมระยะสั้นแก่ IFEC 50 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 26 พ.ค. 2560
ขณะนี้ในส่วนของการเข้าตรวจสอบฐานะกิจการ เพื่อประกอบการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล บริษัท ทรู เอ็นเนอร์ยี่ เพาเวอร์ ลพบุรี (“TRUE-P”) มีความคืบหน้าไปพอสมควร ทั้งนี้ ยังขาดข้อมูลและเอกสารสำคัญบางส่วน ซึ่งบริษัทกำลังติดตามและประสานงานกับผู้รับผิดชอบของ IFEC ประกอบกับ IFEC ยังอยู่ระหว่างการแก้ปัญหาภายใน ซึ่งขณะนี้ยังรอความชัดเจนของตัวแทนผู้มีอำนาจจากทาง IFEC เพื่อทาง ECF จะสามารถเข้าเจรจาหาข้อสรุปในการเข้าซื้อหุ้นของ TRUE-P ต่อไป
ทาง ECF และ IFEC ได้จัดทำหนังสือข้อตกลงเพิ่มเติม สำหรับบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) และสัญญากู้ยืมเงิน ฉบับวันที่ 26 ธ.ค. 2559 เพื่อตกลงขยายระยะเวลาการหาข้อสรุปการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงขยายระยะเวลาการจ่ายชำระคืนหนี้ให้กับทาง ECF ออกไปจนถึงวันที่ 26 ส.ค. 2560 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ECF อยู่ระหว่างการติดตามทวงถามดอกเบี้ยคงค้างชำระที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาของสัญญากู้ยืมเงินในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ย 6.25% ต่อปี นับจากวันที่ของสัญญากู้ยืมเงิน
ปัจจุบัน ทาง ECF ยังไม่ได้พิจารณาดำเนินการใด กับหลักประกันที่มีอยู่ในขณะนี้ หาก IFEC ไม่สามารถลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นของ TRUE-P ได้ บริษัทจะพิจารณาใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้เงินกู้และหลักประกันตามที่เห็นสมควรต่อไป







