
จัดเรตติ้ง 2.6 แสนล้าน
ตลาดเริ่มคาดการณ์กันอีกแล้วว่าที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งในตลาดเองก็รับรู้เรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นมาโดยตลอด เห็นชัดจากตัวเลขการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ของภาคธุรกิจ ทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) และนอกตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้ทยอยออกหุ้นกู้และให้บริษัททริสเรทติ้งจัดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้น
ตลาดเริ่มคาดการณ์กันอีกแล้วว่าที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งในตลาดเองก็รับรู้เรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นมาโดยตลอด เห็นชัดจากตัวเลขการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ของภาคธุรกิจ ทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) และนอกตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้ทยอยออกหุ้นกู้และให้บริษัททริสเรทติ้งจัดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้น
ผสมโรงกับกระแสการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วเงินระยะสั้น (บี/อี) และการไม่กล้าลงทุนในตราสารหนี้ที่ไร้อันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งทั้งสองประเด็นหลักๆ นี้ทำให้ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ บริษัท ทริสเรทติ้ง ต้องทำหน้าที่ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และโพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ วัฒนา ถิรานุชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง ในปีที่
ทริสงานเข้าอย่างมาก
วัฒนา กล่าวว่า ยอมรับว่าอัตราการเข้ามาให้ทริสเรทติ้งจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ของธุรกิจมีเพิ่มมากขึ้นจริงๆ และช่วง 4 เดือนแรกของปีมีบริษัทเอกชนได้มาให้ทริสจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อออกและเสนอขายหุ้นกู้แล้วประมาณ 2.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าทั้งปีนี้การออกหุ้นกู้และเรตติ้งในระดับที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาให้ทริสจัดอันดับเครดิตเพิ่มมากขึ้นนั้นเห็นภาพชัดเจนมาก ภายหลังจากมีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นในตราสารหนี้ระยะสั้นที่ไร้อันดับความน่าเชื่อถือที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2559 และยังต่อเนื่องมาในปีนี้ ซึ่งผลดังกล่าวทำให้ผู้ลงทุนให้ความสนใจและดูข้อมูลในเรื่องของเรตติ้งมากขึ้น
หากดูจากตัวเลขลูกค้ารายใหม่ที่เข้ามาที่ทริสใน 4 เดือนแรกนั้นมีประมาณ 26 ราย ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วทั้งปีซึ่งอยู่ที่ 25 ราย และทำให้คาดว่าปีนี้ทั้งปีทริสจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในอัตราที่มาก
กว่า 30 ราย
“ถือว่าเป็นความโชคดีของระบบการเงินโดยรวมของประเทศไทยที่มีปัญหาการผิดชำระหนี้ตราสารหนี้ระยะสั้นเกิดขึ้นในภาวะที่ระบบเศรษฐกิจยังมีสภาพคล่องสูง ทำให้ไม่เกิดผลกระทบต่อภาพรวม และผลของการผิดนัดทำให้นักลงทุนมีการเรียนรู้และศึกษาละเอียดมากขึ้นก่อนตัดสินใจลงทุน แต่ส่วนหนึ่งที่หลีกหนีไม่ได้จากการผิดนัดชำระคือต้นทุนดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.25% จากภาวะปกติ”
การเข้ามาจัดเรตติ้งของบริษัทนั้นนอกจากจะให้นักลงทุนได้รู้ข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจแล้ว ยังทำให้บริษัทหรือธุรกิจสามารถออกหุ้นกู้ได้ในอายุที่ยาวขึ้น บริษัทที่ได้รับเรตติ้ง A จะออกหุ้นกู้ 7-10 ปี สอดคล้องกับแนวโน้มและทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ซึ่งการเข้ามาออกหุ้นกู้เพื่อบริหารในเรื่องต้นทุนการเงินนั้นชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2559 และปีนี้จะเห็นการออกที่อายุยาวขึ้น
นอกจากนี้ หุ้นกู้ยังให้ดอกเบี้ยที่ในอัตราที่ถูกกว่าการกู้จากสถาบันการเงิน ด้วยซึ่งหากเทียบระดับเรตติ้ง A อายุ 3 ปี จะพบว่าดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR-2.5%) อยู่ที่ 1% ดังนั้นจึงจะเห็นว่าเอกชนหรือบริษัทใหญ่จะมีการเข้ามาใช้ตลาดหุ้นกู้ในการปรับโครงสร้างเงินทุนที่เกิดจากการกู้ไปลงทุนหรือซื้อกิจการ
สำหรับมุมมองของทริสต่อภาคธุรกิจที่ดูแลและจัดอันดับให้อยู่นั้นมองว่า ธุรกิจที่มีแนวโน้มดีคือธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพราะจะเติบโตตามงานภาครัฐที่มีแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องและชัดเจน เพราะการลงทุนของรัฐจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและโรงแรมนั้น แม้จะมีการเติบโตดีแต่ก็อิงกับปัจจัยต่างประเทศ จึงยังยากที่จะคาดเดา รวมถึงจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าปัจจัยลบเดิมจะยังคงอยู่ แต่คาดว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะสามารถปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่ในปัจจุบันได้ ความต้องการที่อยู่อาศัยในปี 2560 คาดว่าจะทรงตัวหรือเติบโตเล็กน้อยจากปี 2559 ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มลูกค้าผู้ซื้อบ้าน เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงและสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ปรับเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) จะไม่ปรับเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้นก็ไม่น่าปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็วตามที่เคยคาดการณ์ไว้
ขณะที่ธุรกิจยังไม่ดีในมุมมองคือสิ่งพิมพ์และกระดาษ เพราะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเข้าโลกออนไลน์ แต่ก็เชื่อว่ายังไงสิ่งพิมพ์ก็จะสามารถอยู่ได้ถ้ามีการปรับตัวให้ร่วมโลกที่เปลี่ยนแปลง
ล่าสุด ช.การช่าง (CK) ยื่นไฟลิ่งออกหุ้นกู้วงเงิน 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2,250 ล้านบาท อายุ 4 ปี จ่ายดอกเบี้ย 2.97% วงเงิน 1,600 ล้านบาท อายุ 7 ปี ดอกเบี้ย 3.80% วงเงิน 1,150 ล้านบาท อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4.19% วงเงิน 1,000 ล้านบาท อายุ 12 ปี ดอกเบี้ย 4.32% ซึ่งถือเป็นการออกหุ้นกู้อายุยาวเกิน 10 ปีครั้งแรกของ CK







