posttoday
TSE+STEC ความร่วมมือที่ลงตัว

TSE+STEC ความร่วมมือที่ลงตัว

22 พฤษภาคม 2560

ในธุรกิจที่ต้องอาศัยความรวดเร็วเพื่อการขยายงานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล การมีพันธมิตรและร่วมเดินไปด้วยกัน จึงเป็นทางเลือกที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต่างให้ความสำคัญมากกว่าที่จะโตไปคนเดียว

ในธุรกิจที่ต้องอาศัยความรวดเร็วเพื่อการขยายงานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล การมีพันธมิตรและร่วมเดินไปด้วยกัน จึงเป็นทางเลือกที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต่างให้ความสำคัญมากกว่าที่จะโตไปคนเดียว

“แคทลีน มาลีนนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) เป็นคนหนึ่งที่เชื่ออย่างนั้น หลังเธอฉีกบทบาทมาลุยธุรกิจพลังงานทดแทนมากกว่า 7 ปีแล้ว จนผลประกอบการได้เริ่มติดลมบนแห่งหนึ่งของบริษัทที่จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai)

อนาคตและโอกาสของธุรกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศโดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น กระโดดเข้าชิมลางแล้ว และก็ประกาศจับคู่กับ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ให้เข้ามาถือหุ้นเป็นอันดับ 3 ของบริษัท รวมถึงการเข้าไปซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประเภทติดตั้งบนพื้นดิน 155 เมกะวัตต์ โดยการร่วมลงทุนกันจัดตั้งบริษัทที่สิงคโปร์ซึ่ง TSE ถือหุ้น 60% และ STEC ถือหุ้น 40%

“แคทลีน” กล่าวว่า ผลการเป็นพันธมิตรกับ STEC ระยะสั้นอาจจะไม่ได้เห็นผลเท่าไร เนื่องจากการออกแบบก่อสร้างของโรงไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลก็เลือกผู้รับเหมาไปแล้ว แต่จะส่งผลในระยะกลางและระยะยาวมากกว่า เพราะ STEC เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญและเคยมีประสบการณ์ในการออกแบบและก่อสร้างครบวงจร (EPC) โรงไฟฟ้ากัลฟ์มาแล้ว แต่ในอนาคตต้องดูด้วยว่าจะต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดความประเด็นความขัดแย้งในผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เพราะเขาถือหุ้น TSE อยู่ โดยระยะกลางเขาจะได้มาช่วยดูในการดูแลการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์หรือการประเมินราคาการก่อสร้างตามสายงานที่เขาถนัด

“เกิดกลยุทธ์ในเชิงการร่วมทุนกันแน่นอนในระยะยาว เพราะ STEC เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน จะช่วยให้มีโอกาสขยายงานได้เร็วขึ้น หรือได้โปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะมีความพร้อมทางด้านเงินทุนด้วยกันทั้งคู่ การที่เราเห็นโอกาสข้างหน้าและต้องใช้เวลาในการตัดสินใจเร็ว เพราะธุรกิจโรงไฟฟ้า กระเป๋าที่ออกไปวันแรกมันต้องลงทุนหนัก แต่หลังจากนั้นเราจะได้เงินปันผลตอบแทนที่ดีร่วมกัน การมีเพื่อนที่แข็งแกร่งไปด้วยกันมันคล่องตัวดีกว่า ไปแล้วแบ่งกันก็จะดีกว่า” แคทลีน กล่าว

ทั้งนี้ ในระยะ 1-2 ปี มองว่าธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นยังมีการเติบโตได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากผู้ที่มีใบอนุญาตโครงการอัตราขายไฟอยู่ที่ 36 เยน/หน่วย ที่ยังเหลืออีกราว 200-300 เมกะวัตต์ และการที่บริษัทขอผู้ถือหุ้นอนุมัติการเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป จำนวน 544.5 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 30% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งหมด โดยมีทั้งส่วนเพิ่มทุนแบบทั้งให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (PP) 20% หรือ 363 ล้านหุ้น และอีก 10% หรือ 181 ล้านหุ้น เพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) ซึ่งก็จะทำให้บริษัทมีความคล่องตัวตามโปรเจกต์ในอนาคตที่บริษัทได้จริงเพราะมั่นใจว่า ผู้ถือหุ้นเดิมเข้าใจสาเหตุการเพิ่มทุนเพื่อรองรับโครงการอนาคต เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ราว 3,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น ปกติการขอกู้จากสถาบันการเงินในญี่ปุ่นจะต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดมากกว่า 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป ถึงจะขอเป็นโปรเจกต์ไฟแนนซ์ได้ ดังนั้นการมีผู้ร่วมทุนที่มีการเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินก็มีส่วนสำคัญ

สำหรับอนาคตยังต้องการพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มหรือไม่นั้น ตอนนี้ตอบได้ว่ายังไม่มีความจำเป็น เพราะตอนนี้เราไม่ได้ขาดส่วนไหนแล้ว อีกทั้งการจะมีพาร์ตเนอร์ใหม่ก็ต้องดูแลพาร์ตเนอร์เก่าที่มีด้วย

“สมภพ พรหมพนาพิทักษ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ TSE กล่าวว่า จุดประสงค์ที่เราร่วมลงทุนกับ STEC เพราะต้องการลงทุนในต่างประเทศที่ไม่เฉพาะแต่ในประเทศญี่ปุ่น แต่เป็นทุกประเทศที่มีนโยบายพลังงานทดแทน โดยใช้บริษัทร่วมทุนบุกตลาดเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ถ้า STEC ไม่เห็นด้วยในแนวทางปฏิบัติบางโครงการ เขาก็มีสิทธิที่จะไม่ลงทุนได้เช่นกัน แต่ TSE ก็สามารถทำในนาม TSE ได้

นอกจากนี้ การกู้เงินโปรเจกต์ไฟแนนซ์ที่ญี่ปุ่น แม้ต้นทุนดอกเบี้ยจะอยู่ที่กว่า 1% เมื่อเทียบกับไทยที่กว่า 4% แต่ทำเรื่องกู้ต้องใช้เวลา 9-12 เดือน ต้องมีต้นทุนด้านอื่นๆ เสริมด้วย ขณะที่การออกหุ้นกู้บริษัทก็ออกไปแล้ว 3,000 ล้านบาท ส่วนการออกตั๋วเงินระยะสั้่น (บี/อี) แม้เคยออกและประสบความสำเร็จ แต่ตอนนี้บี/อีอารมณ์ตลาดไม่ให้แล้วหลังมีการผิดนัดชำระหนี้

“สิ่งที่ STEC จะช่วยเหลือได้เต็มคือ การช่วยดูแลและควบคุมต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทได้เป็นอย่างดีในการดูสเปก แบบ และราคาการก่อสร้าง ส่วนอนาคตต้องแล้วแต่ว่าบริษัทจะต้องการพันธมิตรเพิ่มหรือไม่ แต่ตอนนี้มีหลายคนก็มาจีบๆ อยู่เช่นกัน ถ้าต้องการพันธมิตรใหม่นั่นหมายความว่าถึงเวลาที่บริษัทต้องการขยายงานอีกหลายเท่าตัว แต่ตอนนี้ขอขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตก่อน เพราะบริษัทมีแผนที่จะเติบโตมากกว่านี้ในด้านตลาดหุ้น แต่ขอสร้างผลประกอบการให้พร้อมมากกว่านี้ เบื้องต้นคาดว่าจะย้ายเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใน 2 ปี” สมภพ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่