posttoday
‘SCC’เจ็บค่าบาทแข็งกดกำไร

‘SCC’เจ็บค่าบาทแข็งกดกำไร

14 กันยายน 2553

โพสต์ทูเดย์ — ปูนซิเมนต์ไทยรับผลกระทบเงินบาทแข็งค่า กำไรไตรมาส 3 น้อยกว่าคาด ส่วนไออาร์พีซีชี้ส่งออกยากขึ้น

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ยอมรับว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากในขณะนี้จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 7,294.92 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 6.08 บาท

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อกำไรไม่มากนัก เพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก เป็นไปตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งราคากระดาษในตลาดโลกก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย จึงช่วยชดเชยผลกระทบจากค่าเงินบาทได้ในระดับหนึ่ง

“เงินบาทแข็งค่าทุก 1 บาทกระทบกำไร 700 ล้านบาทต่อปี แต่ครั้งนี้คงไม่มาก เพราะการที่ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกและราคาน้ำมัน สเปรดของแนฟทาและ HDPE ตอนนี้อยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐ ขณะที่เดือนที่แล้วอยู่ที่ 380390 เหรียญสหรัฐ ก็น่าจะหักล้างได้ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่กังวล แม้เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสามารถดูแลปัญหาเงินบาทได้ก็ตาม” นายกานต์ กล่าว

กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งมาก บริษัทคงไม่จำเป็นต้องปรับแผนธุรกิจ แต่จะดำเนินการด้วยการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น รวมทั้งยังคงเพิ่มการส่งออกในสัดส่วน 30% จากปัจจุบัน 2829% เนื่องจากความต้องการในประเทศมีน้อยและยังจำกัด

ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) กล่าวว่า รายได้ในไตรมาส 3 ปีนี้น่าจะทำได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 3 ปีก่อน แต่น้อยกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักร ที่ความต้องการปิโตรเคมีในตลาดลดลงโดยเฉพาะจากจีน เพราะในช่วงต้นเดือน ต.ค. มีวันหยุด 14 วัน ส่วนแนวโน้มรายได้รวมครึ่งปีหลังจะน้อยกว่าในช่วง 6 เดือนแรกหรือไม่ จะต้องดูผลกระทบจากจีนก่อน แต่บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2553 เติบโต 2 หลักจากปีก่อน เพราะผลงานในช่วง 6 เดือนแรกทำได้แล้ว 60% และความต้องการปิโตรเคมีในเอเชียยังเติบโตดี แต่คาดว่าครึ่งปีหลังตลาดปิโตรเคมีน่าจะนิ่งๆ

ขณะที่การส่งออกยังได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้ส่งออกได้ยากขึ้นกว่าเดิม

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ พัฒนสิน ระบุว่า นับตั้งแต่สิ้นปี 2552 จนถึงเดือน ส.ค. 2553 เงินบาทแข็งค่าแล้ว 6.18% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและมาเลเซีย

ทั้งนี้ บนสมมติฐานหากค่าเงินบาทแข็งมายืนที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2554 ขยายตัวลดลงเหลือ 3.9% จากเดิมคาดเติบโต 4.8% เพราะเงินบาทที่แข็งค่าทุกๆ 1% จะทำให้การส่งออกลดลงโดยเฉพาะสินค้าเกษตรจะลดลง 0.54% ตามด้วยสินค้าอุตสาหกรรมประเภทรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า จะลดลง 0.46%

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน