posttoday
บ้านของใคร ของใครก็รักก็หวง

บ้านของใคร ของใครก็รักก็หวง

13 พฤษภาคม 2560

วันนี้ผมขึ้นหัวข้อเป็นเพลงเลยครับ เพราะคิดว่าน่าจะเข้ากับบรรยากาศในห้วงเวลานั้นได้อย่างดีครับ

โดย...กริช อึ๊งวิฑูรสถิตย์

วันนี้ผมขึ้นหัวข้อเป็นเพลงเลยครับ เพราะคิดว่าน่าจะเข้ากับบรรยากาศในห้วงเวลานั้นได้อย่างดีครับ ในยุคที่เขมรแดงได้ครองอำนาจ มีการปลดปล่อยประชาชนชาวกัมพูชา และมีการเข่นฆ่าประชาชนไปอย่างมากมาย จนกระทั่งเกิดการลี้ภัยกันอย่างโกลาหล เชื่อว่า เราชาวไทยต่างทราบกันดี และเราต่างคิดว่าเราโชคดีที่เกิดในแผ่นดินไทย อันมีพระบารมีปกเกล้าคุ้มครอง

ในยุคนั้นการค้าขายต้องติดต่อราชการ ถ้าหากจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินก้อนโตๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินใต้โต๊ะ เงินบนโต๊ะกับใครก็ตาม เขาจะชอบใช้เงินเหรียญสหรัฐอเมริกามากกว่า เหตุผลก็ง่ายๆ ครับ เพราะค่าเงินเขาใหญ่กว่าเงินเรียลเขมรและเงินบาทเรา

ในยุคต่อมา เมื่อเริ่มมีทหารของยูเอ็นเข้ามาช่วยเหลือประเทศกัมพูชา ตลาดเริ่มเปิดมากขึ้น ผมเริ่มเข้าไปทำการค้าขายที่นี่ ขณะนั้นบ้านเมืองยังไม่ยุ่งยากเท่าไร บ่อนก็ยังไม่อนุญาตให้เปิด ช่วงแรกๆ ยังไม่มีบ่อนกาสิโนนะครับ เขายังยึดถือว่าการพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมายอยู่ ไม่เหมือนปัจจุบันบ่อนกาสิโนเปิดกันเกลื่อนกลาดไปหมด มิหนำซ้ำยังให้คนเขมรสามารถเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนได้อย่างสบาย ดังนั้นเงินเหรียญสหรัฐเลยเข้าไปมีอิทธิพลในการจับจ่ายใช้สอยมากทีเดียว ในขณะที่เงินบาทเราก็ยังเป็นที่ต้องการใช้จ่ายในกัมพูชาอยู่บ้าง เพราะถ้าซื้อหาของกินของใช้ เงินบาทยังมีบทบาทเยอะ

ส่วนการซื้อบ้านซื้อที่ดิน ยังไงก็ต้องทองแท่งกับเหรียญสหรัฐครับ เวลาเสนอราคาซื้อที่ดินกัน เขาจะคิดเป็นตารางเมตร ในยุคนั้นราคาที่ดินทางฝั่งด้านเมืองในกรุงพนมเปญ ราคาเริ่มแพงขึ้น เพราะไม่ค่อยจะมีที่ดินว่าง เพราะเป็นพื้นที่เมือง ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามเป็นที่นา จะถูกหน่อย ว่ากันตารางเมตรละประมาณห้าเหรียญสหรัฐ เพื่อนคู่ค้าชาวเขมรของผม เคยชวนผมซื้อที่ดินติดแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามเมือง ซึ่งขณะนั้นที่นั่นเริ่มมีร้านอาหารไปเปิดเป็นสวนอาหารหลายร้าน ถนนสูงกว่าที่ดินข้างทางเป็นสิบเมตร ผมก็คิดหนัก เพราะถ้าซื้อที่ดินต้องถมดินไม่รู้ว่าจะใช้เงินอีกเท่าไรจึงจะเพียงพอ แล้วเราเองก็ไม่มีสัญชาติกัมพูชาด้วย เลยไม่รู้จะเอามาทำอะไร แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยเรียบร้อย ผมถามเพื่อนผมว่าราคาปัจจุบันเท่าไร เขาบอกว่าราคาตารางเมตรหนึ่งเป็นพันเหรียญสหรัฐแล้ว เฮ้อ...ผมไม่ได้ซื้อไว้เลย อดรวยกับเขาเลยครับ

ส่วนในกัมพูชาในยุคสงคราม คนมีเงินมีบ้านที่อยู่ในเมือง เริ่มเดินทางหนีตาย พวกชาวบ้านที่ไม่มีทางไปก็ต่างเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่รกร้างว่างเปล่ากันอย่างสนุกสนาน จากคนที่ไม่เคยมีบ้านก็ต้องแย่งกันครอบครองบ้านของคนที่หนีออกนอกประเทศกัน ผมเห็นบางอาคารที่เป็นตึกแถวอยู่ริมถนนใหญ่หลายๆ แห่ง มีคนอาศัยอยู่ แม้ดูจากบุคลิกภายนอก ก็บ่งบอกว่าไม่น่าจะมีกะตังค์สักเท่าไร แต่ทำไมเขาจึงมีบ้านพักในตึกเหล่านั้นได้ สอบถามเฮียพงษ์ว่าคนพวกนี้เขาทำไมรวยจัง มีบ้านอยู่ใจกลางเมือง เฮียพงษ์ก็บอกว่า คนพวกนี้คือพวกเข้ายึดครองบ้านคนอื่นกันทั้งนั้น

ก็มีคำถามอีกว่า แล้วถ้าเจ้าของเก่าเขากลับมาละจะทำยังไง เฮียพงษ์ก็บอกว่าให้อิทธิฤทธิ์เหรียญสหรัฐจัดการซิ รับรองได้คืนหมด ถ้าไม่ได้คืนก็ไปบอกเจ้าแม่ทองคำ (ทองคำแท่ง) มาจัดการ จ่ายสักห้าแท่งสิบแท่งเขาก็ออกแล้ว บางบ้านมีสี่ชั้นห้าชั้น แต่ก็มีคนพวกนี้อยู่กันเป็นสิบๆ ครอบครัวเลยครับ แล้วถามว่าทำไมไม่ไปฟ้องร้องเอาคืน เขาบอกว่า ไปฟ้องร้องก็ยากที่จะได้คืน เพราะตอนคุณลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศก็แสดงเจตนาสละสิทธิไปแล้ว คุณจะมาฟ้องเอาเผือกอะไรอีกล่ะ

เออ...ก็จริงนะ แล้วทำไมไม่หาที่ใหม่ซะเลยล่ะ เขาก็บอกว่า ก็บ้านหลังนี้มันผูกพันกับเขา เขาอยากได้คืน พ่อแม่เขาตายที่นี่ เขาจึงไม่อยากให้ตกเป็นสมบัติของใครหรอก อย่างนี้เรียกว่า “บ้านของใคร ของใครก็รักก็หวง”

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี