
การกำกับดูแล โอทีที ในต่างประเทศ
บริการแพร่ภาพและเสียงบนระบบอินเทอร์เน็ต (โอเวอร์ เดอะ ท็อป : โอทีที)
ปิยนุช ผิวเหลือง
บริการแพร่ภาพและเสียงบนระบบอินเทอร์เน็ต (โอเวอร์ เดอะ ท็อป : โอทีที) มีแนวโน้มความต้องการรับชมเพิ่มสูงขึ้นด้วยในยุคของดิจิทัล ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตง่ายและรวดเร็ว ส่งผลดีในด้านการสร้างสรรค์เนื้อหา และธุรกิจรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเดิม ด้านการแข่งขันทางธุรกิจที่ไม่เท่าเทียม ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เข้ามาดูแลบริการโอทีทีมากขึ้น
ทั้งนี้ แม้ว่าบริการแพร่ภาพและเสียงบนระบบอินเทอร์เน็ต (โอเวอร์ เดอะ ท็อป : โอทีที) หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ผ่านโครงข่ายอื่นที่มิใช่โครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ในบริบทประเทศพัฒนาแล้ว แต่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย โดยส่งผลดีต่อผู้รับชมโดยตรงในแง่ที่มีเนื้อหาให้เลือกมากขึ้น ราคาถูกขึ้น รวมถึงการรับชมที่เข้าถึงเนื้อหาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแต่ต้องมีอินเทอร์เน็ต เมื่อกระแสการรับชมเพิ่มมากขึ้น ทำให้การรับชมผ่านจอโทรทัศน์ค่อยๆ ลดลง ดังนั้นจึงส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ของผู้ประกอบการรายเดิม ที่ต้องล้วนมีใบอนุญาต และมีต้นทุนในการผลิตเนื้อหาส่งต่อแก่ผู้บริโภคสูงกว่า เป็นเหตุผลให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เข้ามาดูแลควบคุม บริการโอทีที เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันทางธุรกิจ และอีกแง่หนึ่งยังเป็นการคุ้มครองเนื้อหาการรับชมแก่ผู้บริโภค
บริการโอทีที ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย เมื่อต้องการกำกับดูแลจึงต้องศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ โดยบริการโอทีที ถูกบรรจุให้อยู่ภายใต้กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันที่ 24 เม.ย. 2560 และได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โอเวอร์ เดอะ ท็อป เพื่อกำกับดูแลโดยเฉพาะ แต่ยังไม่มีแนวทางการกำกับดู แลอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยอยู่ในช่วงศึกษาความเข้าใจ และดูต้นแบบจากหลายประเทศ ซึ่งพบว่าแต่ละประเทศมีแนวทางการกำกับดูแลโอทีทีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบทแต่ละประเทศ ทั้งนี้ ได้ยกตัวอย่างจาก 3 ประเทศ มีรายละเอียดแตกต่างกันดังต่อไปนี้
สหราชอาณาจักร มีหน่วยงานกำกับดูแลเรียกว่า ออฟคอม หรือ Office of Communications : Ofcom ซึ่งได้กำกับดูแลเรื่องการอนุญาตด้านเนื้อหา และการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมกับ ASA (Advertising Standard Authority) ที่กำกับดูแลด้านการโฆษณาในบริการโอทีที โดยออฟคอม จัดให้โอทีที เป็นบริการประเภทออนดีมานด์ โปรแกรม เซอร์วิส (ODPS) กำหนดให้ผู้ให้บริการ (ท้องถิ่น) ต้องแจ้งข้อมูลกับออฟคอมก่อนจะเริ่มต้นให้บริการ ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านเนื้อหา ด้านคุ้มครองเด็กและเยาวชน การปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) การเข้าถึงของผู้พิการและส่งเสริมเนื้อหาที่ผลิตในยุโรป
สำหรับประเทศเกาหลีใต้ มีหน่วยงาน เคซีซี (Korea Communications Commission : KCC) และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการวางแผนอนาคต (Ministry of Science ICT and Future Planning : MISP) เป็นผู้กำกับดูแลบริการโอทีที ภายใต้กฎหมาย Internet Multimedia Broadcasting Business Act (2013) โดยกำหนดให้โอทีที ต้องได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจจาก MISP รวมทั้งต้องรายงานและลงทะเบี ยนเนื้อหาด้วย ซึ่งเนื้อหาในโอทีที ถูกกำกับดูแล เช่นเดียวกับเนื้อหาบนสื่ออื่น เช่นการกำกับดูแลในเรื่องความรุนแรง เพศ และสิ่งเสพติด เป็นต้น
ขณะที่การกำกับดูแลโอทีทีในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น สิงคโปร์ พบว่า มีหน่วยงานไอเอ็มดีเอ (Infocomm Media Development Authority : IMDA) เป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งนิยามว่าโอทีทีเป็น อินเทอร์เน็ต คอนเทนต์ โพรไวเดอร์ (Internet Content Provider) ทำให้ได้รับใบอนุญาตโดยอัตโนมัติ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักการ โดยจัด โอทีทีเป็น เอสวีโอดี (SVoD) หรือโอทีที ที่มีรายได้จากการให้บริการเรียกเก็บค่าสมาชิก จึงเป็นบริการของ เพย์ทีวี ประเภทหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาต โดยกฎเกณฑ์ข้างต้นจะบังคับใช้กับผู้ให้บริการในประเทศ และต่างประเทศที่เข้ามาให้บริการในประเทศสิงคโปร์
ทั้งนี้ จากงานวิจัยของบริษัท ไทม์ คอนซัลติ้ง ได้แบ่งประเภทของผู้ให้บริการโอทีทีทั่วโลก ออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ให้บริการ โอทีที อิสระ 2.ผู้ให้บริการโอทีทีที่เป็นผู้ผลิตเนื้อหา 3.ช่องรายการโทรทัศน์ที่ให้บริการโอทีที 4.ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ให้บริการโอทีที 5.ผู้ให้บริการเพย์ทีวีในรูปแบบโอทีที และ 6.บริการ โอทีที ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการต่างๆ ทั้งนี้ พบว่า 59% ของวัยรุ่นทั่วโลก (อายุต่ำกว่า 45 ปี) ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการรับชมเนื้อหาผ่านโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และแล็ปท็อปเป็นหลัก แตกต่างกับพฤติกรรมของผู้ที่มีอายุในช่วง 45-50 ปี ยังนิยมรับชมบนหน้าจอโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
สำหรับประเทศไทยยังต้องติดตามแนวทางในการกำกับดูแลโอทีทีว่าจะมีทิศทางอย่างไร ซึ่งคาดได้เห็นความชัดเจนในเดือน ก.ค.นี้แน่นอน







