
ตายแล้วไปไหน
นับตั้งแต่โลกเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล แค่ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง
ชัชวาล สังคีตตระการ
นับตั้งแต่โลกเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล แค่ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปอย่างมากจนเราแทบเปลี่ยนความคิดความเข้าใจตามไม่ทัน เมื่อสามสิบปีก่อนผมจำได้รางๆ ว่าการจะดูหนังสักเรื่อง ก็คือการไปดูที่โรงหนังเลย หลายปีต่อมาธุรกิจโรงหนังล้มกันระเนระนาด จากการเข้ามาของ Video Home System (VHS) คือ หนังที่อยู่ในรูปแบบของม้วนวิดีโอเทป คล้อยหลังมาสักพัก VHS ก็ถูกแทนที่ด้วย Video CD (VCD) ที่มีคุณภาพเสียงและภาพคมชัดมากกว่า ราคาก็ถูกกว่าจนบางเรื่องที่ชอบจริงๆ ก็สามารถหาซื้อมาเก็บไว้ที่บ้านได้เลย
ยุคต่อมาก็เริ่มมี DVD ที่มีคุณภาพของเสียงและภาพที่สูงขึ้น ไปจนถึง Blu-ray ที่มีความละเอียดสูงหรือที่เรียกว่า High Definition (HD) จนกระทั่งปัจจุบันเราสามารถดูหนังระดับ HD แบบออนไลน์ได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเป็น Smart TV ที่บ้านที่ต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตไว้แล้ว หรือใน Smart Phone ที่อยู่ในมือ นั่นเป็นสาเหตุให้ธุรกิจขายหนังแผ่นเริ่มลดขนาดของธุรกิจลงไปเรื่อยๆ ตามความนิยมที่ลดลง
ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวคร่าวๆ ถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการดูหนังและความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่เริ่มมีหนังและเพลงขายแบบออนไลน์ ผมซื้อเก็บไว้อยู่ในบัญชีออนไลน์เป็นจำนวนมาก มีหนังหลายร้อยเรื่องและเพลงอีกหลายพันเพลง มีหนังสือออนไลน์อีกนับร้อยเล่ม ไหนจะเป็นเกม โปรแกรม แอพพลิเคชั่น ทั้งหมดนี้ถือเป็นทรัพย์สินดิจิทัล (Digital Asset) ของผม
ผมมีคำถามสำคัญมากตอนนี้คือ ถ้าผมตายไปจะจัดการกับทรัพย์สินเหล่านี้อย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ออนไลน์อยู่ในอินเทอร์เน็ต ทรัพย์สินเหล่านี้รวมๆ มูลค่าแล้วก็มากเอาเรื่องเหมือนกันนะครับ
สาเหตุที่เรายังไม่ค่อยตื่นตัวกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก อาจเพราะยังเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ จึงยังไม่ค่อยเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญที่จะหามาตรการใดๆ มาจัดการเรื่องนี้ให้ชัดเจน สำหรับผมคิดว่าส่วนหนึ่งในพินัยกรรมคงต้องมีรายชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านระบบออนไลน์ไว้ด้วย
แล้วท่านผู้อ่านละครับมีทรัพย์สินดิจิทัลมากน้อยแค่ไหน แล้วคิดว่าจะจัดการกับมันอย่างไรบ้าง







