posttoday
เคาะลดขั้นตอนลงทุนพ.ค.นี้

เคาะลดขั้นตอนลงทุนพ.ค.นี้

11 พฤษภาคม 2560

บอร์ดบริหารอีอีซี เคาะพีพีพีซูเปอร์ฟาสต์แทร็ก ปลาย พ.ค. หนุนเปิดประมูล 2 โครงการใหญ่อีอีซีปีนี้

บอร์ดบริหารอีอีซี เคาะพีพีพีซูเปอร์ฟาสต์แทร็ก ปลาย พ.ค. หนุนเปิดประมูล 2 โครงการใหญ่อีอีซีปีนี้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ที่มี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน จะประชุมเพื่อพิจารณาแนวทาง เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงานในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) สำหรับโครงการในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เหลือเวลาดำเนินการ 8-10 เดือน หรือ พีพีพีซูเปอร์ฟาสต์แทร็ก

ทั้งนี้ เมื่อผ่านการพิจารณาของ กรศ. แล้ว จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาค ตะวันออก (อีอีซี) ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การลดระยะเวลาดำเนินการเหลือ 8-10 เดือน เชื่อว่าภายในปีนี้จะเปิดประมูลโครงการใหญ่ในอีอีซีได้อย่างน้อย 2 โครงการ คือ โครงการในสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งในส่วนโครงการศูนย์ซ่อมสร้างอากาศยาน หรือ MRO บริษัท การบินไทย ได้หารือกับทางกลุ่มแอร์บัสต่อเนื่อง น่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้เร็วๆ นี้ และอีกโครงการคือการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่ 3 ส่วนรถไฟความเร็วสูงนั้นคาดว่าจะเปิดประมูลได้ต้นปี 2561

"การเริ่มเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ในอีอีซีโดยเร็ว จะสามารถสร้างความ เชื่อมั่นใหักับนักลงทุนได้" นายกอบศักดิ์ กล่าว

สำหรับการผลักดันโครงการอีอีซีของรัฐบาล ได้เร่งรัด 5 โครงการสำคัญให้เกิดขึ้นก่อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าอีอีซีจะเกิดขึ้นและมีความต่อเนื่องคือ 1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา วงเงิน 2 แสนล้านบาท 2.โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อมโยงสนามบินพาณิชย์ 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา วงเงินลงทุน 1.58 แสนล้านบาท 3.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 8.8 หมื่นล้านบาท 4.โครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรือ 3 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางราง วงเงิน 6.43 หมื่นล้านบาท และ 5.โครงการพัฒนาเมืองใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด คาดว่าจะลงทุนต่อเนื่องรวม 4 แสนล้านบาท

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้หารือกับนายแสตนลี่ย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (เจเอฟซีซีที) และคณะนักธุรกิจระดับสูงจากหลายประเทศ โดยจากการหารือนักธุรกิจ ได้ขอให้รัฐบาลได้หาทางปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความ ทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น เช่นเดียวกับการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าและการอนุญาตทำงาน การจัดตั้งสถานศึกษาของชาวต่างชาติในประเทศไทย และการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลเร่งปรับปรุงแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ล่าสุดคณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านกฎหมาย กำลังทบทวนกรอบของกฎหมายในภาพรวม และยังได้เสนอให้ทางเจเอฟซีซีที เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปกฎหมายด้วย

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่