posttoday
ค้าปลีกครึ่งปีแรก ยังไม่เด่น

ค้าปลีกครึ่งปีแรก ยังไม่เด่น

10 พฤษภาคม 2560

กลุ่มค้าปลีกถูกคาดหวังอย่างสูงว่าปีนี้จะฟื้นตัวจากกำลังซื้อที่ฟื้นเพราะการใช้จ่ายของภาครัฐ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

กลุ่มค้าปลีกถูกคาดหวังอย่างสูงว่าปีนี้จะฟื้นตัวจากกำลังซื้อที่ฟื้นเพราะการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่เวลาผ่านไป 1 ไตรมาสกลับไร้วี่แวว ประเมินจากกลุ่มวัสดุก่อสร้างในเครือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ยอดขายซีเมนต์และกระเบื้องเซรามิกที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงบริษัท ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) ผู้ประกอบการกระเบื้องเซรามิกอีกรายที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ แต่ด้วยนโยบายรุกตลาดในการขยายสาขาและเพิ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะของผู้ประกอบการค้าปลีกบางรายอาจยังผลให้ธุรกิจยังไปได้ดีอยู่

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดว่า กำไรงวดครึ่งปีแรกของกลุ่มค้าปลีก อาจจะยังไม่เด่น แต่การเติบโตจะเด่นชัดในครึ่งหลัง โดยมีปัจจัยหนุนทั้งจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมและการเปิดสาขาใหม่ รวมถึงประสิทธิภาพการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น คาดทั้งปีเติบโต 24%

ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายสาขาเดิมในงวดครึ่งแรกปีนี้ น่าจะทรงตัวจากครึ่งแรกปี 2559 เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือน ม.ค.-ก.พ. 2560 ที่เฉลี่ยยังอยู่ที่ 75.25 ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่น่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 2 และต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่การเปิดสาขาใหม่ แม้เป็นอีกช่องทางในเพิ่มยอดขาย แต่มีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่ยังเน้นกลยุทธ์นี้ สะท้อนจากนโยบายการเปิดสาขาในปี 2559 ของบางแห่ง เช่น บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) เปิดสาขาใหม่ 6 แห่ง และ 11 แห่ง เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 2 แห่ง และ 8 แห่ง ในปี 2558

ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ เปิดสาขาใหม่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) และบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) ในปี 2559 เปิดสาขาใหม่ 710 แห่ง, 17 แห่ง และ 2 แห่ง เทียบกับ 705 แห่ง, 16 แห่ง และ 2 แห่ง ในปี 2558 ตามลำดับ ประสิทธิภาพกำไรขึ้นกับกลยุทธ์แต่ละรายดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรของผู้ประกอบการแต่ละราย จึงขึ้นอยู่กับกลยุทธ์หรือการปรับตัวในการทำธุรกิจ

ผู้ประกอบการที่คาดว่าจะมีผลประกอบการโดดเด่น คือ บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 71% จากการรวมงบกับ BIGC เต็มปี แต่จากผลกระทบ Dilution Effect จากการเพิ่มทุนมาคืนหนี้ที่ใช้ซื้อ BIGC ในปีก่อน จะส่งผลให้กำไรต่อหุ้นเติบโตเหลือ 25% ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงที่แผนปรับปรุงประสิทธิภาพกำไรอาจทำได้ล่าช้ากว่าที่คาด จึงยังต้องติดตามความเสี่ยงดังกล่าว รองมา คือ บริษัท ธนพิริยะ (TNP) ที่ 34% จากฐานตํ่า แต่เต็มมูลค่าแล้ว

ธุรกิจค้าปลีกช่องทางออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) มีคู่แข่งที่ให้บริการขายสินค้าบนตลาดออนไลน์ (Marketplace) รุกสู่ไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย คือ 11Street (เป็นที่รายได้รับความนิยมในประเทศเกาหลีใต้) จากเดิมที่มีผู้ประกอบการหลัก 3 ราย คือ Lazada, Weloveshopping และ Tarad แต่ปัจจุบัน 11Street ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบสั่งซื้อความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าและระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า

เอเซีย พลัส มีมุมมองว่า อี-คอมเมิร์ซ ในไทยน่าจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ผู้ค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ยังได้เปรียบร้านค้าออนไลน์ ในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ผู้ประกอบการในไทยส่วนใหญ่จึงเตรียมรับมือด้วยการพัฒนาระบบ Omni-Channel คือ การเชื่อมต่อช่องทางการขายออนไลน์กับออฟไลน์ ทำให้ผู้ซื้อได้รับความสะดวกในการซื้อสินค้า เช่น สั่งซื้อ สินค้าออนไลน์และไปรับสินค้าทันทีตามสาขาต่างๆ โดยผู้ค้าปลีกที่คาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ในปีนี้ ได้แก่ HMPRO, MAKRO และ ROBINS

ทั้งนี้ ในระยะยาวเชื่อว่า อี-คอมเมิร์ซ น่าจะหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยสินค้าที่กระทบก่อนคาดว่าจะอยู่ในกลุ่มแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

เอเซีย พลัส ชื่นชอบ ROBINS และ HMPRO ด้วยอัตราเติบโตกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่สูงราว 24% ในปี 2560 แต่การเติบโตหลักๆ จะอยู่ในครึ่งปีหลัง และขึ้นอยู่กับนโยบายของหุ้นรายตัว จึงให้น้ำหนักลงทุน “เท่าตลาด” หุ้นค้าปลีกโดยเลือก ROBINS (ราคาที่เหมาะสม 79 บาท) และ HMPRO (ราคาที่เหมาะสม 11.7 บาท) ซึ่งราคาปัจจุบันซื้อขายกันที่สัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวังปี 2560 ระดับ 22.2 และ 25.6 เท่า ตามลำดับ ยังตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่อยู่ 25.8 เท่า

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน