
คนเกษียณ...อย่าให้เงินเกษียณ(ตอนจบ)
ถ้าจะบอกว่า “คนสูงวัย” รับความเสี่ยงไม่ได้เห็นจะไม่เป็นความจริง เพราะถ้ามีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยียนห้องค้าหลักทรัพย์ จะเห็นเลยว่า คุณลุง คุณป้า วัยหลังเกษียณจะเป็นสมาชิกขาประจำ....
ถ้าจะบอกว่า “คนสูงวัย” รับความเสี่ยงไม่ได้เห็นจะไม่เป็นความจริง เพราะถ้ามีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยียนห้องค้าหลักทรัพย์ จะเห็นเลยว่า คุณลุง คุณป้า วัยหลังเกษียณจะเป็นสมาชิกขาประจำ....
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
ถ้านับจากวันนี้ก็จะเหลือเวลาให้นับถอยหลังกันอีกไม่กี่วันแล้ว สำหรับชีวิตการทำงานของ “มนุษย์เงินเดือน” ที่กำลังจะเกษียณอายุในวันที่ 30 ก.ย.นี้ และเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค. แรกของชีวิตสบายๆ กับการพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาเกือบ 40 ปี
และถ้าติดตามกันมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน คงจะพอรู้แล้วว่าทำไมเราถึงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เงินที่เก็บออมมาตลอดทั้งชีวิตการทำงานต้องเกษียณไปพร้อมๆ กับการเกษียณอายุของเรา เพราะนั่นอาจจะหมายถึงหายนะทางการเงินสำหรับชีวิตที่เหลืออีก 20-30 ปี
แต่ก่อนจะไปเริ่มสั่งให้เงินออมทำงาน ต้องบอกก่อนว่า ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ได้วางแผนการเงินเพื่อเตรียมรับมือกับชีวิตหลังเกษียณมาแล้ว มีเงินก้อน และที่สำคัญไม่ได้ครอบคลุมถึงการทำประกันสุขภาพ ซึ่ง ธีระ ภู่ตระกูล ผู้ก่อตั้ง JT Financial Planners บอกว่า การทำประกันสุขภาพสำหรับคนในวัยหลังเกษียณเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ และต้องทำมาตั้งแต่ก่อนจะเกษียณสักระยะหนึ่งแล้ว
เพราะโดยมากแล้วบริษัทประกันในประเทศไทยจะไม่รับทำประกันสุขภาพให้กับ “ผู้สูงอายุ” หรือถ้าจะรับประกันก็คิดเบี้ยประกันในอัตราที่สูงมาก
และอย่าตกใจถ้าจะบอกว่า แม้จะเป็นคนที่เกษียณอายุแล้วก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายมากกว่าแค่เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล เพราะเราสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง อย่างเช่น หุ้น ได้เช่นเดียวกับคนในวัยหนุ่มสาว และดูเหมือนว่าการลงทุนหุ้นสำหรับคนในวัยเกษียณจะมีความจำเป็นมากขึ้น
เพราะฉะนั้น อย่ากลัวที่จะลงทุนในหุ้น เพราะหุ้นกำลังจะกลายเป็นพระเอกที่ทำให้ผลตอบแทนของเงินออมที่มีอยู่มากพอที่จะเอาชนะเงินเฟ้อ และมากพอที่จะทำให้เรามีเงินพอใช้สำหรับช่วงอายุที่เต็มไปด้วยความท้าทายเช่นนี้
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ประจำ แม้กระทั่งการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เราจะจัดสรรเงินก้อนนี้อย่างไร ต้องไปฟังคำแนะนำจาก “กูรู” หลายๆ คน ในหลาย|รูปแบบ แล้วค่อยตัดสินใจว่ารูปแบบไหนเหมาะกับตัวเรามากที่สุด
ปลอดภัยเอาไว้ก่อน
เพราะเป็นเงินก้อนสุดท้ายก็ต้องรักษาเงินต้นเอาไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะฉะนั้นจะเอาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ในอัตราส่วนสูงมากก็คงไม่ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ และเพิ่มผลตอบแทนจากเงินออมที่มีอยู่ด้วยการลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ
ดังนั้น ในบางตำราแนะนำให้แบ่งเงินลงทุนถึง 90% ไปลงทุนในตราสารหนี้ และที่เหลืออีก 10% นำไปลงทุนหุ้น
ขณะที่ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นายกสมาคมนักวางแผนทางการเงิน บอกว่า “คนที่เกษียณอายุแล้ว แนะนำให้จัดพอร์ตที่ไม่เสี่ยงเกินไป และส่วนที่ลงทุนหุ้นก็จะแนะนำให้ลงทุนเฉพาะหุ้นในประเทศ ไม่แนะนำหุ้นต่างประเทศเลย เพราะช่วงอายุนี้จะรับความเสี่ยงได้ต่ำ โดยเฉพาะถ้าเงินก้อนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้าย”
ดังนั้น การจัดพอร์ตที่ วิวรรณ แนะนำ คือ หุ้น 10% ตราสารหนี้ 50% เงินฝาก/ ตราสารตลาดเงิน 25% และอสังหาริมทรัพย์ 15%
หากแบ่งพอร์ตการลงทุนตามสัดส่วนนี้แล้ว วิวรรณ เชื่อว่าจะทำให้ได้รับผลตอบแทน 4.65% ต่อปี และมีความผันผวนประมาณ 5.7% ซึ่งในปีที่ดีก็อาจจะได้|ผลตอบแทนถึง 10% และในปีที่ไม่ดีก็อาจจะติดลบ 1% แต่ถ้าเพิ่มสัดส่วนของอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเป็น 20% ซึ่งจะทำผลตอบแทนเพิ่มเป็น 4.9% ขณะที่ความผันผวนก็เพิ่มขึ้นเป็น 6.1%
“จะเห็นว่าพอร์ตนี้มีสัดส่วนเงินสดค่อนข้างเยอะ เพราะเป็นช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ถ้าไปถึงช่วงที่ผลตอบแทนของตราสารหนี้เพิ่มขึ้นสูงแล้ว สัดส่วนการลงทุนในตลาดเงินเหลือเพียง 15% และการมีหุ้นอยู่ในพอร์ตประมาณ 10-15% ในระยะเวลาลงทุนประมาณ 3-4 ปี จะไม่ขาดทุน แต่การลงทุนแค่ปีเดียวอาจจะขาดทุนได้” วิวรรณ กล่าว
แต่ถ้าเกิดเป็นคนที่มีเงินออมหลังเกษียณติดตัวมาไม่มาก โอกาสที่จะลงทุนจะตีบตันกว่าที่ทฤษฎีบอกเยอะ เหมือนที่ เรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์ เลขาธิการ สมาคมนักวางแผนทางการเงิน บอกว่า “ถ้ามีเงินออมอยู่แค่ล้านเดียวจะเอาไปทำอะไรที่ผันผวนมากไม่ได้ และไม่แนะนำให้ลงทุนหุ้นมากกว่า 10% เพราะจำเป็นต้องรักษาเงินต้นเอาไว้”
อายุยืนยิ่งต้องกล้าเสี่ยง
ถ้าจะบอกว่า “คนสูงวัย” รับความเสี่ยงไม่ได้เห็นจะไม่เป็นความจริง เพราะถ้ามีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยียนห้องค้าหลักทรัพย์ ที่บริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์จัดไว้ให้กับนักลงทุนแล้วละก็ จะเห็นเลยว่า คุณลุง คุณป้า วัยหลังเกษียณจะเป็นสมาชิกขาประจำที่ชี้ชวนลงทุนหุ้นกันอย่างสนุกสนาน
และเราควรจะต้องทำใจให้คุ้นเคยกับความสนุกแบบนี้เอาไว้ เพราะถ้ายิ่งคิดว่าเราจะอายุยืนยาน ก็ยิ่งต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้มากขึ้น ตามแบบที่ ซู สตีเฟน แนะนำเอาไว้ใน morningstar.com โดยแบ่งรูปแบบการจัดพอร์ตเอาไว้ 5 แบบ (รายละเอียดในภาพประกอบ)
คุ้มครองเงินต้น เหมาะกับคนที่คิดว่าคงจะมีอายุอยู่ได้อีกไม่เกิน 10 ปี หรืออายุไม่ถึง 70 ปี พอร์ตลงทุนแบบนี้จึงมีเงินสดอยู่ถึง 25% และอีก 55% เป็นตราสารหนี้ แต่ก็ยังมีสัดส่วนหุ้นอยู่ถึง 20%
อนุรักษ์ เหมาะสำหรับคนที่คิดว่าจะมีอายุยืนมากกว่า 70 ปี หรือมากกว่า 10 ปี หลังเกษียณ แต่ก็ยังไม่ต้องการรับความเสี่ยงมากเกินไป ขอเพียงแค่ผลตอบแทน|ที่ดีกว่าเงินเฟ้อสักหน่อย จึงควรจะลดสัดส่วนของเงินสดให้เหลือเพียง 10% ขณะที่ตราสารหนี้ยังอยู่ที่ 55% ตามเดิม แต่เพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นขึ้นมาเป็น 35%
สมดุล คนที่คิดว่าอายุจะยาวนานขึ้นมาอีกนิดเป็นมากกว่า 75 ปี หรือมากกว่า 15 ปี นับจากวันเกษียณ และที่สำคัญยังต้องการเอาชนะเงินให้ได้ไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี แถมยังสามารถยอมรับความผันผวนจากการลงทุนที่อาจจะมีทั้งปีที่ดีและที่ย่ำแย่ ก็สามารถใส่เงินลงทุนไว้ในตลาดหุ้นได้ถึง 50% ตราสารหนี้ 45% และเงินสดอีกเพียง 5%
เติบโต พอร์ตการลงทุนรูปแบบนี้ยังเหมาะกับคนที่คาดว่าอายุจะยืนยาวมาก กว่า 75 ปี หรือมากกว่า 15 ปีหลังเกษียณ แต่ต้องการเอาชนะเงินเฟ้อมากกว่า 4% ต่อปี เพราะฉะนั้นจึงอาจจะต้องยอมรับให้ได้ถ้าจะต้องขาดทุนในบางปี ด้วยการเพิ่มการลงทุนหุ้นเพิ่มเป็น 60% ลดตราสารหนี้ลงมาหน่อยเหลือ 35% และคงเงินสดไว้ที่ 5%
ก้าวหน้า นี่อาจจะเป็นพอร์ตที่น้องใหม่ในวัยเกษียณต้องหันกลับมามอง เพราะเป็นพอร์ตที่เหมาะสำหรับคนที่คาดว่าอายุจะมีอายุยืนไปมากกว่า 80 ปี หรือมากกว่า 20 ปี นับจากวันเกษียณ และบอกได้เลยว่า ในยุคนี้คนอายุ 80 ปี แล้วยังฟิตเปรี๊ยะก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ
แต่จะใช้พอร์ตลงทุนแบบก้าวหน้าได้จำเป็นต้องยอมรับว่า ผลตอบแทนมีความผันผวนสูง และที่แย่กว่านั้นคือ อาจจะต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างน้อยสองปีติดต่อกัน เพราะมีการลงทุนหุ้นสูงถึง 75% (นี่เป็นสัดส่วนที่มากที่สุดแล้วสำหรับคนในวัยนี้) ตราสารหนี้ 20% และเงินสด 5%
อย่างไรก็ตาม คนที่จะลงทุนแบบสมดุล เติบโต หรือก้าวหน้า จะต้องมี “รายได้ประจำ” จากช่องทางอื่นๆ อยู่ด้วย และแม้ว่าจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนหุ้นและตราสารหนี้เป็นก้อนเดียว แต่ใน “ไส้ใน” ยังต้องมีการกระจายความเสี่ยงในตัวเองอยู่ด้วย เช่น
ใน 75% ของพอร์ตแบบก้าวหน้าลงทุนหุ้นจะกระจายไปในหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก หุ้นต่างประเทศ รวมทั้งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็รวมอยู่ในสัดส่วนการลงทุนหุ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ในพอร์ตก็อาจจะมีสินค้าโภคภัณฑ์ จำพวกโลหะ|มีค่า เช่น ทองคำ ติดไว้ในพอร์ตสักนิดหน่อยก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น
เพื่อรายได้ตลอดชีวิต
เพราะเป้าหมายของการลงทุนในช่วงชีวิตหลังเกษียณ คือ การมีเงินพอกินพอใช้ไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นจึงต้องต่อสู้กับศัตรูตัวร้ายอย่าง “เงินเฟ้อ” ที่จะมากัดกินเงินจนทำให้เงินออมที่มีอยู่ถูกลดค่าลงเรื่อยๆ และจากตัวอย่างเมื่อสัปดาห์ก่อนจะเห็นว่า เงิน 5 หมื่นบาท ในวันนี้จะมีมูลค่าเหลือเพียง 18,756 บาท ในอีก 25 ปี
นอกจากนี้ ยังต้องเจอกับปัญหาโลกแตก ยิ่งกว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เพราะอีกทางหนึ่งต้องพยายามต่อสู้กับเงินเฟ้อ แต่ในอีกทางหนึ่งก็กลัวว่าเงินต้นจะสูญไป จะไปลงทุนอะไรที่ให้ผลตอบแทนดีๆ ก็กลัวว่าจะเสี่ยงเกินไป จะลงทุนอะไรที่ปลอดภัยก็ได้ผลตอบแทนกระจิ๋วหลิวน้อยกว่าเงินเฟ้อ
ปัญหาโลกแตกแบบนี้ไม่ได้เกิดกับคนเกษียณอายุชาวไทยเท่านั้น แต่เกิดกับคนทั่วโลก และ ฟิลลิป ลูบินสกี นักวางแผนทางการเงินในเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน เขาจึงคิดวิธีการลงทุนที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกแตกนี้ให้ได้ โดยเรียกรูปแบบการลงทุนของเขาว่า “The Income for Life Model” หรือรูปแบบการลงทุนที่จะช่วยสร้างรายได้ให้ตลอดชีวิต
วิธีการลงทุนของเขาจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลักๆ คือ ช่วงแรกของการเกษียณ ที่จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและสร้างรายได้ประจำ แต่การลงทุนในระยะยาวจึงจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นเข้าไปในพอร์ต เพื่อสร้างโอกาสจะทำให้เงินงอกเงย ดังนั้นเขาจึงแนะนำให้จัดสรรเงินออมที่หามาได้ทั้งชีวิตออกเป็น 6 ก้อน ซึ่งรูปแบบการลงทุนจะค่อยๆ เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ
ก้อนแรก เป็นการลงทุนสำหรับปีที่ 1-5 หลังเกษียณ แบ่งเงินออกมา 26% ของเงินลงทุนที่มีอยู่ โดยจะเน้นลงทุนสินทรัพย์ที่รับประกันผลตอบแทน ซึ่งอาจจะใช้ลงทุนพันธบัตรแบบขั้นบันได คือ ลงทุนพันธบัตรอายุ 1 ปี 2 ปี 3 ปี 4 ปี และ 5 ปี ซึ่งนอกจากจะนำเงินลงทุนที่ครบกำหนดในแต่ละช่วงมาใช้จ่ายในแต่ละปีแล้ว ยังได้ดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย
ก้อนที่สอง จะสำหรับปีที่ 6-10 หลังเกษียณ แบ่งเงินออกมา 28% ของเงินลงทุนที่มีอยู่ จะเน้นลงทุนในพันธบัตรในรูปแบบขั้นบันไดเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างรายได้ในปีที่ 6-10
ก้อนที่สาม สำหรับปีที่ 11-15 หลังเกษียณ แบ่งเงินออกมา 20% ของเงินลงทุนที่มีอยู่ โดยจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอีกนิด เพื่อสร้างรายได้และการเติบโตให้กับเงินลงทุนที่มีอยู่
ก้อนที่สี่ สำหรับปีที่ 16-20 หลังเกษียณ แบ่งเงินออกมา 13% ของเงินลงทุนที่มีอยู่ โดยจะเป็นเงินลงทุนเพื่อคาดหวังให้เงินลงทุนเติบโต
ก้อนที่ห้า สำหรับปีที่ 21-25 แบ่งเงินออกมา 7% เพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงให้มากขึ้นอีก และก้อนสุดท้ายสำหรับปีที่ 25 ขึ้นไป จะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 6% ของเงินลงทุนทั้งหมด
และเพื่อความเข้าใจรูปแบบ The Income for Life Model มากขึ้น จิม โคลแมน ที่ปรึกษาทางการเงิน ใส่แนวคิดเพิ่มเติมลงไปอีกนิดหน่อย โดยเขาให้คิดถึงพีระมิดการลงทุนแบบเดิมๆ ที่จะมีฐานเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและเพิ่มความเสี่ยงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงยอดพีระมิด ซึ่งหากแบ่งพอร์ตการลงทุนแบบนี้จะเป็นการกระจายความเสี่ยง แต่ในทุกๆ ช่วงเวลาก็จะมีความเสี่ยงผสมอยู่ด้วย
ดังนั้น เขาจึงพลิกพีระมิดการลงทุนจากแนวตั้งที่ยอดพีระมิดอยู่ด้านบนมา นอนตะแคง ซึ่งทำให้ยอดของพีระมิดอยู่ด้านขวาและฐานพีระมิดอยู่ด้านซ้าย (ตามภาพประกอบ) และจัดการลงทุนไล่เรียงตามระยะเวลาหลังจากเกษียณ ตามรูปแบบของ The Income for Life Model
วิธีการจัดพอร์ตตามรูปแบบนี้จะทำให้นักลงทุนที่แม้จะอยู่ในวัยเกษียณก็ สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ โดยไม่ต้องเป็นกังวลมากเกินไป เพราะ “เวลา” จะเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับการลงทุน โดยการลงทุนที่มีระยะเวลายาวนานกว่าจะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี และ 10 ปี ของกองทุนหุ้นในประเทศไทย เฉลี่ยอยู่ที่ 63% สำหรับ 5 ปี และ 337% สำหรับ 10 ปี
บางทีคำว่า “ปลอดภัยไว้ก่อน” สำหรับคนที่เกษียณแล้ว อาจจะไม่ได้หมายความว่า ให้ลงทุนแต่เฉพาะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย แต่เป็นการลงทุนที่เผื่อว่า อายุจะยืนยาวกว่าที่ต้องการก็เป็นได้







