
กองทุน NAV สูง ไม่ใช่ราคาแพง
โห... กองทุนนี้แพงอ่ะเป็นเรื่องปกติมากๆ เวลาพูดถึงกองทุนหลายๆ กองทุนที่จัดตั้งมานาน มีมูลค่าหน่วยลงทุน หรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (NAV) ค่อนข้างสูงบางกองทุน NAV อาจจะอยู่แถวๆ 40-50 บาท/หน่วย แต่ก็มีอยู่หลายกองทุนที่ NAV พุ่งไปเกิน 100 บาท/หน่วยแต่ไม่ว่ากองทุนนั้นจะมี NAV อยู่ที่กี่บาท ก็ตัดสินไม่ได้ว่ากองทุนนั้น “ราคาถูก” หรือ “ราคาแพง”ศักดา สรรพปัญญาวงศ์ หรือ A-Academy ให้ความรู้นักลงทุนมือใหม่ไว้ในเว็บไซต์ a-academy.net ว่า “ราคา NAV ทำหน้าที่เปรียบเสมือนดัชนีราคาว่ากองทุนต่างๆ มีการสะสมกำไร/ขาดทุนไว้เท่าใด”ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพขึ้นมาอีกหน่อย ให้ลองนึกถึง “ต้นไม้” สองต้นต้นไม้ต้นหนึ่งปลูกไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว (เหมือนกับกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว) หลังจากรดน้ำพรวนดินอย่างดี ต้นไม้ต้นนี้ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ออกดอกออกผลขณะที่ต้นไม้อีกต้นที่ปลูกเมื่อปีที่แล้ว (เหมือนกองที่จัดตั้งเมื่อปีที่แล้ว) ต้นก็ยังไม่ใหญ่โตเท่ากับต้นที่ปลูกมาเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้นเล็กแล้วจะไม่มีดอกไม่มีผลและถ้าเทียบดอกผลของต้นไม้สองต้นนี้แล้ว สุดท้ายอาจจะไม่แตกต่
โห... กองทุนนี้แพงอ่ะ
เป็นเรื่องปกติมากๆ เวลาพูดถึงกองทุนหลายๆ กองทุนที่จัดตั้งมานาน มีมูลค่าหน่วยลงทุน หรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (NAV) ค่อนข้างสูง
บางกองทุน NAV อาจจะอยู่แถวๆ 40-50 บาท/หน่วย แต่ก็มีอยู่หลายกองทุนที่ NAV พุ่งไปเกิน 100 บาท/หน่วย
แต่ไม่ว่ากองทุนนั้นจะมี NAV อยู่ที่กี่บาท ก็ตัดสินไม่ได้ว่ากองทุนนั้น “ราคาถูก” หรือ “ราคาแพง”
ศักดา สรรพปัญญาวงศ์ หรือ A-Academy ให้ความรู้นักลงทุนมือใหม่ไว้ในเว็บไซต์ a-academy.net ว่า “ราคา NAV ทำหน้าที่เปรียบเสมือนดัชนีราคาว่ากองทุนต่างๆ มีการสะสมกำไร/ขาดทุนไว้เท่าใด”
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพขึ้นมาอีกหน่อย ให้ลองนึกถึง “ต้นไม้” สองต้น
ต้นไม้ต้นหนึ่งปลูกไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว (เหมือนกับกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว) หลังจากรดน้ำพรวนดินอย่างดี ต้นไม้ต้นนี้ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ออกดอกออกผล
ขณะที่ต้นไม้อีกต้นที่ปลูกเมื่อปีที่แล้ว (เหมือนกองที่จัดตั้งเมื่อปีที่แล้ว) ต้นก็ยังไม่ใหญ่โตเท่ากับต้นที่ปลูกมาเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้นเล็กแล้วจะไม่มีดอกไม่มีผล
และถ้าเทียบดอกผลของต้นไม้สองต้นนี้แล้ว สุดท้ายอาจจะไม่แตกต่างกัน
ถ้าจะอธิบายด้วยตัวเลข ก็ขออนุญาตหยิบตัวอย่างที่ a-academy.net อธิบายเอาไว้ โดยยกตัวอย่างการลงทุนในกองทุน A กับกองทุน B ที่มีนโยบายลงทุนเหมือนกันและลงทุนสินทรัพย์ตัวเดียวกัน ด้วยเงิน 1 หมื่นบาทเท่ากัน
ด้วยเหตุที่กองทุน A จัดตั้งมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว ทำให้ NAV หรือราคาขาย ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 25 บาท/หน่วย ดังนั้นเงิน 1 หมื่นบาท จะซื้อได้ทั้งหมด 400 หน่วย
ขณะที่กองทุน B ที่จัดตั้งมาเพียงปีกว่าๆ สะสมมูลค่าหน่วยลงทุนมาได้ระดับหนึ่ง ทำให้ NAV อยู่ที่12.5 บาท/หน่วย ทำให้เงิน 1 หมื่นบาทเท่าเดิมจะซื้อได้ถึง 800 หน่วย
ถ้ามองเผินๆ เราก็อาจจะฟันธงเปรี้ยงไปเลยว่า “ซื้อกองทุน B ดีกว่า เพราะราคาถูกกว่ากองทุน A” แต่ในความเป็นจริงทั้งสองกองทุนนี้ไม่ได้มีกองทุนไหนถูก หรือกองทุนไหนแพงกว่ากัน
เพราะทั้งสองกองทุนลงทุนในสินทรัพย์ตัวเดียวกัน ดังนั้นเวลาได้กำไรก็จะได้เท่ากัน โดยในตัวอย่างจะได้กำไร 10%
ทำให้ NAV กองทุน A เพิ่มจาก 25 บาท เป็น 27.5 บาท หรือกำไรหน่วยละ 2.5 บาท แต่เรามีอยู่ 400 หน่วย เท่ากับได้กำไร 1,000 บาท
ขณะที่ NAV กองทุน B เพิ่มจาก 12.5 บาท เป็น 13.75 บาท มีกำไรหน่วยละ 1.25 บาท เหมือนจะได้กำไรน้อยกว่ากองทุน A แต่ไม่จริงเลย เพราะเรามีกองทุนอยู่ 800 หน่วย จึงเท่ากับว่าเราได้กำไร 1,000 บาทเท่ากันเป๊ะ
แต่ในความเป็นจริงไม่มีกองทุนที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เป๊ะขนาดนี้ เพราะแต่ละกองทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน (แม้กระทั่งกองทุนในกลุ่มเดียวกัน เช่น กองทุนหุ้นธรรมดา กับกองทุนรวม
หุ้นระยะยาว ที่มีนโยบายเดียวกัน บริหารจัดการเหมือนกัน ก็ไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนเท่ากันทุกอย่าง)
นอกจากนี้ คนที่ชอบเลือกซื้อกองทุน โดยดูจากระดับราคา หรือ NAV ที่ต่ำกว่า อาจจะถูกตัวเลขหลอกเอาได้ เพราะถ้าเป็นกองทุนจัดตั้งใหม่ หรือซื้อกันตั้งแต่ IPO กองทุนมักจะกำหนดราคา NAV เริ่มต้นที่ 10 บาท
“ต่อมาเมื่อกองทุนสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้น ราคา NAV ก็จะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเป็น 11 12 13 … ไปจนถึงเป็น 100 บาทก็มี ก็อยู่ที่ว่ามีกำไรหรือไม่ และจัดตั้งกองมานานแล้วเท่าใด
ในทางกลับกัน หากกองทุนลงทุนมีผลขาดทุน NAV ก็อาจปรับลงจาก 10 เป็น 9 8 7 และต่ำกว่านั้นได้” ศักดา ให้ข้อมูล
เพราะฉะนั้น ถ้าบางคนที่เห็นกองทุนมี NAV ต่ำๆ เช่น 7-8 บาท อย่าเพิ่งรีบพุ่งเข้าไปลงทุน เพราะคิดว่ากองทุนราคาถูกกว่า NAV 30-40 บาท อาจจะผิดหวังก็ได้ เพราะกองทุนนั้นอาจจะขาดทุนจนทำให้ NAV ลดลง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากองทุนที่ NAV ต่ำ จะเป็นกองทุนที่แย่ เพราะอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ NAV ไม่ขยับไปไหน เพราะการจ่ายเงินปันผล
เหมือนกับเวลาที่ต้นไม้โตขึ้นมาหน่อย เราก็ตัดกิ่งลิดใบเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น ทำให้ต้นไม้ไม่โตตามอายุของมัน
เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเลข NAV มาลวงตาเราได้ และถ้าอยากจะรู้ว่ากองทุนไหนดีหรือ ไม่ดี ต้องไปดูที่นโยบายการลงทุน สินทรัพย์ที่เลือกลงทุน และความเก่งกาจของผู้จัดการกองทุน ประกอบกับผลงานในอดีต ที่พอจะช่วยให้ประเมินความเป็นไปในอนาคต







