
อาเซียนฮับการผลิต
บริษัท เจแอลแอล ผู้ดำเนินธุรกิจที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยผลการวิจัยเรื่องการคืนชีพของศูนย์กลางการผลิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตจำนวนมากขึ้น เลือกใช้ประเทศในอาเซียนเป็นฐานการผลิตแทนการเลือกจีน เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งผลิตที่มีต้นทุนถูกกว่า การบริโภคภายในประเทศสูงขึ้น และระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานกำลังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นแนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลดีต่ออสังหาริมทรัพย์เชิงอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม โรงงาน โกดัง-ศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงที่ดินสำหรับพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ในบางประเทศ อาจให้ผลตอบแทนการลงทุนได้สูงถึง 10%ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการขยายตัวของภาคการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีผลกระทบเชิงลบต่อจีน โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ภาคบริการ และการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ประกอบกับค่าจ้างแรงงานและต้นทุนราคาที่ดินที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาคการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกของจีนชะลอตัวลง ในขณะที่บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการ
บริษัท เจแอลแอล ผู้ดำเนินธุรกิจที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยผลการวิจัยเรื่องการคืนชีพของศูนย์กลางการผลิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตจำนวนมากขึ้น เลือกใช้ประเทศในอาเซียนเป็นฐานการผลิตแทนการเลือกจีน เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งผลิตที่มีต้นทุนถูกกว่า การบริโภคภายในประเทศสูงขึ้น และระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานกำลังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น
แนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลดีต่ออสังหาริมทรัพย์เชิงอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม โรงงาน โกดัง-ศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงที่ดินสำหรับพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ในบางประเทศ อาจให้ผลตอบแทนการลงทุนได้สูงถึง 10%
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการขยายตัวของภาคการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีผลกระทบเชิงลบต่อจีน โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ภาคบริการ และการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ประกอบกับค่าจ้างแรงงานและต้นทุนราคาที่ดินที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาคการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกของจีนชะลอตัวลง ในขณะที่บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า ดังนั้นภาคการส่งออกของอินโดนีเซียในช่วงปี 2554-2559 จึงมีอัตราการขยายตัวเพิ่ม 5-6% ต่อปี ในขณะที่การส่งออกของเวียดนามขยายตัวเฉลี่ย 16% ต่อปีในช่วงเดียวกัน







