
ชงรัฐรื้อระบบ ปูทางนวัตกรรมการเงิน
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้เสนอรายงานการปฏิรูประบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงิน โดยระบุว่าระบบการเงินของไทยยังเผชิญความท้าทายและมีจุดอ่อนหลายด้าน เมื่อดูจากรายงานของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม พบว่า มีประเด็นเรื่องระดับการพัฒนาของระบบการเงินเป็นปัจจัยกดดันปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยทั้งนี้ ขีดความสามารถโดยรวมของไทยในปี 2559 อยู่ในอันดับที่ 32 แต่ปรากฏว่าในด้านพัฒนาการระบบการเงินอยู่อันดับ 39 ขณะที่สิงคโปร์ อันดับ 2 และมาเลเซีย อันดับ 9 ด้านนวัตกรรมไทย อันดับ 57 เทียบกับสิงคโปร์ อันดับ 18 มาเลเซีย อันดับ 20 อินโดนีเซีย อันดับ 30 และฟิลิปปินส์ อันดับ 48รายงานระบุว่า ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานของไทยไม่รองรับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น การใช้ข้อมูลจำนวนมาก (บิ๊กดาต้า) มาช่วยพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เพราะข้อมูลทางการเงินเข้าถึงได้ยากและมีข้อจำกัด โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินไม่รองรับวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรมทั้งหมด เป็นต้นสำหรับพัฒนาการที่ กมธ.คาดหวังให้เกิดขึ้นคือ การสร้างศูนย์กลางการจัดเก็บฐานข้อมูลภาครัฐ (Government Data) ที่ถูกต้อง ครบถ้วน เปิดให้
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้เสนอรายงานการปฏิรูประบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงิน โดยระบุว่าระบบการเงินของไทยยังเผชิญความท้าทายและมีจุดอ่อนหลายด้าน เมื่อดูจากรายงานของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม พบว่า มีประเด็นเรื่องระดับการพัฒนาของระบบการเงินเป็นปัจจัยกดดันปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
ทั้งนี้ ขีดความสามารถโดยรวมของไทยในปี 2559 อยู่ในอันดับที่ 32 แต่ปรากฏว่าในด้านพัฒนาการระบบการเงินอยู่อันดับ 39 ขณะที่สิงคโปร์ อันดับ 2 และมาเลเซีย อันดับ 9 ด้านนวัตกรรมไทย อันดับ 57 เทียบกับสิงคโปร์ อันดับ 18 มาเลเซีย อันดับ 20 อินโดนีเซีย อันดับ 30 และฟิลิปปินส์ อันดับ 48
รายงานระบุว่า ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานของไทยไม่รองรับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น การใช้ข้อมูลจำนวนมาก (บิ๊กดาต้า) มาช่วยพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เพราะข้อมูลทางการเงินเข้าถึงได้ยากและมีข้อจำกัด โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินไม่รองรับวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรมทั้งหมด เป็นต้น
สำหรับพัฒนาการที่ กมธ.คาดหวังให้เกิดขึ้นคือ การสร้างศูนย์กลางการจัดเก็บฐานข้อมูลภาครัฐ (Government Data) ที่ถูกต้อง ครบถ้วน เปิดให้ทุกภาคส่วนใช้ได้โดยไม่เป็นความลับและไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนให้เอกชนสามารถนำข้อมูลไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ขณะเดียวกันต้องมีการสร้างศูนย์กลางการจัดเก็บฐานข้อมูลระหว่างกลุ่มธุรกิจ (Cross Industry Data Pool) ที่ให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อให้สามารถแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงระเบียบและกฎหมาย เนื่องจากระเบียบและกฎหมายในปัจจุบันมีความเข้มงวดสูง เนื่องจากภาคการเงินเชื่อมโยงกับเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจอย่างมาก ทำให้นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ยาก จึงควรมีการปรับปรุงหรือจัดให้มีกฎหมายที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ รองรับการเกิดขึ้นของฟินเทค และธุรกิจการเงินประเภทใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องในรูปแบบที่คาดไม่ถึง รวมทั้งเอื้อให้ผู้ประกอบการคิดค้นแนวทางการทำธุรกิจใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการได้รวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ควรมีการออกกฎหมายด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับดิจิทัล เอจ (Digital Age) เพื่อเอื้อให้สามารถทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่น รองรับการรู้จักลูกค้า (Know Your Customer : KYC) และการพิสูจน์ตัวตนทางไบโอเมตริกส์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกรรมผู้ถือหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์ การรองรับผลทางกฎหมายของเทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นต้น
รายงานยังเสนอให้มีการลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เช่น กฎหมายรองรับคราวด์ฟันดิ้งและการให้กู้บุคคลต่อบุคคล (Crowd Funding และ Peer to Peer Lending) เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกรรมการกู้ยืม และความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในสตาร์ทอัพของไทย กฎหมายข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นต้น
รายงานระบุด้วยว่า รัฐควรมีการคุ้มครองลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาของผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ควรมีแรงจูงใจทางภาษีที่เอื้ออำนวย ผลักดัน ส่งเสริมให้พัฒนาเพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบการเงินเพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ทั้งแรงจูงใจทางภาษีที่ให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรมในการทำธุรกิจ และแรงจูงใจภาษีที่ให้แก่ผู้ลงทุน ที่ลงทุนในสตาร์ทอัพ เป็นต้น
รวมไปถึงการทำงานเชิงรุกกับภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เช่น การจัดตั้งอินโนเวชั่นแล็บ การมีศูนย์โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ เพื่อลดต้นทุนสถานที่และสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ การพัฒนาเครือข่ายและการเชื่อมโยง (Network and Connectivity) ทำให้โครงข่ายเข้าถึงง่ายต่อเอกชนและบุคคลทั่วไปเพื่อเพิ่มคุณภาพและพัฒนามาตรฐานให้เชื่อมต่อเป็นมาตรฐานสากล ลดต้นทุนของทุกฝ่าย และช่วยในการทำธุรกรรมกับต่างประเทศ







