
ระทึก!ปีนี้เห็นดอกเบี้ยสหรัฐเท่าไทย
ดอกเบี้ยเฟดขึ้น กดดัน ธปท. ทำนโยบายการเงินยาก คาดตรึงดอกเบี้ยถึงสิ้นปีหนุนเศรษฐกิจ
ดอกเบี้ยเฟดขึ้น กดดัน ธปท. ทำนโยบายการเงินยาก คาดตรึงดอกเบี้ยถึงสิ้นปีหนุนเศรษฐกิจ
น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดเงินในช่วงครึ่งปีหลังมีความท้าทายอย่างมาก หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยครบ 3 ครั้งตามที่ส่งสัญญาณไว้ โดยประเมินว่าเฟดจะปรับขึ้นในรอบการประชุมเดือน มี.ค. มิ.ย. และก.ย. ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐปรับขึ้นมาเท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของไทย 1.5% ซึ่งเห็นไม่บ่อยนักที่ดอกเบี้ยของสหรัฐจะเท่ากับประเทศที่มีความเสี่ยงมากกว่า อีกทั้งต้องติดตามว่าเฟดจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ปีนี้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจไม่จำเป็นต้องขยับดอกเบี้ยตามทันทีเพื่อรักษาช่องว่าง โดย ธปท. ยังมีความสามารถดูแลสถานการณ์ดังกล่าวได้ในระยะหนึ่ง เพื่อให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นอันดับแรก ทว่า ธปท. จะรอได้ไม่นาน เพราะเงินทุนไหลออก และค่าเงินบาทอ่อนค่าจะเข้ามากดดันมากขึ้น จึงอาจเห็น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2561 ส่วนค่าเงินบาทมีทิศทางโน้มอ่อนค่าลง สิ้นปีคาดการณ์ไว้ที่ 35.70 บาท/เหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ สภาพคล่องในประเทศเริ่มตึงตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เป็นตัวผลักดันต้นทุนการเงินในประเทศขยับขึ้น จากการที่รัฐบาลเริ่มกระบวนการกู้เงินเพื่อจัดทำงบกลางปี ตราสารหนี้ภาคเอกชนครบกำหนด และเมื่อเริ่มไตรมาส 3 รัฐบาลจะออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลอีก ด้านภาคธนาคาร เริ่มเห็นธนาคารขนาดกลางและเล็กเผชิญสภาพคล่องตึงตัว ทำให้เริ่มเห็นการแข่งขันแคมเปญเงินฝากพิเศษเพื่อดึงสภาพคล่องและรองรับการขยายสินเชื่อจากธุรกิจรายใหญ่ที่หันมาใช้สินเชื่อมากขึ้น
"ในปี 2559 ธนาคารปล่อยสินเชื่อธุรกิจเติบโตเพียง 0.1% เป็นเพราะลูกค้ารายใหญ่หันไประดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ แต่ในปี 2560 จะกลับข้างกัน โดยลูกค้าธุรกิจจะกลับมาใช้สินเชื่อของธนาคารมากขึ้น เพราะต้นทุนการออกตราสารหนี้แพงขึ้นตามผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นไปแล้ว ดังนั้นปีนี้ สินเชื่อธุรกิจน่าจะกลับมาเติบโตได้ประมาณ 3% ส่วนสินเชื่อรายย่อยเติบโตประมาณ 5.5% ทำให้สินเชื่อรวมปีนี้ขยายตัวเฉลี่ย 4%" น.ส.กาญจนา กล่าว







