
เอกชนแนะใช้ม.44 เดินหน้า "พ.ร.บ.ปิโตรเลียม"
รองประธาน สอท. แนะใช้ ม.44 เดินหน้าต่อพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ชี้พ.ร.บ.สะดุดทำเอกชนไม่มั่นใจลงทุน หลังเม.ย.2565-2566 แหล่งสัมปทานหมดอายุ 2 แหล่ง
รองประธาน สอท. แนะใช้ ม.44 เดินหน้าต่อพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ชี้พ.ร.บ.สะดุดทำเอกชนไม่มั่นใจลงทุน หลังเม.ย.2565-2566 แหล่งสัมปทานหมดอายุ 2 แหล่ง
นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายในงานเสวนา “พ.ร.บ.ปิโตรเลียมสะดุด ฉุดประเทศไทยเสียโอกาส” ว่า ความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม และร่างพ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลียม ดูแล้วยังไม่เห็นทางว่าจะจบเมื่อไหร่ เพราะยังมีการทะเลาะกันเรื่องความพยายามในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (เอ็นโอซี) ซึ่งมีการกดดันไปมา ทำให้ภาคเอกชนไม่เชื่อ และไม่มั่นใจเลยว่า ภาครัฐจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร แล้วพ.ร.บ.ปิโตรเลียมจะจบได้หรือไม่ และจะสามารถเปิดสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมต่อได้หรือไม่
“อยากถามว่าพ.ร.บ.ใหม่ที่จะแก้กันนั้นมันดีอย่างไร แล้วพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเก่ามันไม่ดีอย่างไร แล้วจำเป็นต้องมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติหรือเปล่า แล้วสุดท้ายมันจะพันกันหรือเปล่า ทางแก้คิดง่ายๆ ให้ใช้พ.ร.บ.เก่าไปก่อน แต่หากยังขัดแย้งกันอยู่ รัฐบาลควรใช้มาตรา 44 เข้ามาช่วย เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้ประเทศชาติเสียหายได้” นายบวร กล่าว
นายบวร กล่าวต่อว่า เพื่อไม่ให้เสียเวลา เห็นว่า ควรจะนำพ.ร.บ.เก่ามาใช้ก่อน เพื่อให้แหล่งปิโตรเลียม 2 แหล่ง คือ แหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณที่จะหมดอายุสัมปทานในช่วงเดือนเม.ย.2565-2566 สามารถเดินหน้าผลิตต่อได้ เนื่องจากทั้ง 2 แหล่งนี้มีกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 2,000 ล้านลบ.ฟุต/วัน หรือคิดเป็น 30-40%ของปริมาณก๊าซทั้งประเทศ
ทั้งนี้ หากผลิตไม่ได้จะทำให้รายได้จากการเก็บค่าภาคหลวงของรัฐหายไปปีละ 2 แสนล้านบาท ต้องนำเข้าพลังงานเพิ่มปีละ 3.5 แสนล้านบาท การจ้างงานลดลง 1 หมื่นคน เงินลงทุนหายไป 1.6 แสนล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน ดังนั้นควรรีบตัดสินใจ
อย่างไรก็ดี มองว่า หากใช้ม.44 ให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมชนะการประมูล ก็จะยิ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น และทำให้กำลังการผลิตก๊าซมีความต่อเนื่อง รวมทั้งยังอยากให้ตัดสินใจเรื่องนี้ให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก







