
ของสะสมเพื่อการลงทุน ไวน์ชั้นดี ซิ่งแซง รถคลาสสิก
พอถึงเดือน มี.ค.ของทุกปีจะมีเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะเป็นเวลาที่ Knight Frank
พอถึงเดือน มี.ค.ของทุกปีจะมีเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะเป็นเวลาที่ Knight Frank จะออกรายงาน The Wealth Report ประจำปี และหนึ่งในรายงานที่ Knight Frank ทำเป็นประจำ คือ Knight Frank Luxury Investment Index (KFLII) ซึ่งเป็นสถิติที่ทำให้เห็นว่าปีที่แล้ว และใน 10 ปีที่ผ่านมา "ของสะสมเพื่อการลงทุน" (ของมหาเศรษฐี) ประเภทไหนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
และผลที่ออกมาสำหรับปีนี้ยิ่งน่าตื่นเต้นเข้าไปอีก เพราะเป็นปีแรกที่ "ไวน์ชั้นดี" มีผลตอบแทนซิ่งแซงหน้ารถยนต์คลาสสิกไปได้ ทั้งผลตอบแทนในปี 2559 และผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี
โดยของสะสมที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูง 5 อันดับแรก ในปี 2559 เป็นไวน์ชั้นดีทั้งหมด ได้แก่
1.Wine California
2.Wine Bordeaux First Growth
3.Wine Burgundy
4.Wine Northern Italy
5.Wine Bordeaux
ไวน์จากแคลิฟอร์เนียราคาเพิ่มขึ้นถึง 34% ภายในปีเดียว และจากการ "ขึ้นยกแผง" ของไวน์ชั้นดีทำให้ดัชนีราคาไวน์ (Knight Frank Fine Wine Icons Index) เพิ่มขึ้น 24% ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาของสะสมเพื่อการลงทุน
ตามมาห่างๆ ด้วยรถยนต์คลาสสิกที่ปี 2559 เพิ่มขึ้นเพียง 9% แต่ถ้าย้อนไปดูในปี 2558 รถยนต์คลาสสิกขยับขึ้น 17% เป็นอันดับ 1
ขณะที่ของสะสมเพื่อการลงทุนที่มูลค่าลดลงแบบไม่น่าเชื่อคือ งานศิลปะที่ลดลงไปถึง 14% โดยในรายงาน The Wealth Report ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้งานศิลปะร่วงลงไปคือ ข้อมูลราคาจากการประมูล หลังจากงานศิลปะหลายชิ้นทำราคาได้น้อยลงในการประมูลปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงต้นๆ ปี ดังนั้น แม้ว่าในงานประมูลเมื่อเดือน พ.ย. 2559 จะมีสถิติที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ช่วยให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีเพิ่มขึ้นได้
นอกจากนี้ เซรามิกจีนก็ลดลงไปในอัตราเดียวกันคือ 14% หลังจากในปี 2558 ราคาค่อนข้างนิ่ง แต่ของสะสมที่มูลค่าไม่ได้เพิ่มขึ้น (แถมยังลดลง) ต่อเนื่องมาหลายปีคือ เฟอร์นิเจอร์
ขณะที่ของสะสมที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูง 10 อันดับแรก ในรอบ 10 ปี ได้แก่
1.Wine California
2.Car Porsche
3.Cars Ferrari
4.Wine Burgundy
5.Jewellery Pearls
6.Art Contemporary art 100
7.Wine Champagne
8.Cars Mercedes Benz
9.Colored Diamonds Pink
10.Art Modern Art 100
ใน 10 อันดับนี้มีไวน์ชั้นดีอยู่ 3 อันดับ แต่ถ้านับต่อไปอีกจะพบว่า ในอันดับที่ 11-13 ก็ยังคงเป็นไวน์
11.Wine Bordeaux
12.Wine Northern Italy
13.Wine Bordeaux First Growth
แม้ว่าราคา Wine California ใน 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นไปถึง 440% แซงหน้ารถสปอร์ตอย่าง Porsche ไปได้ แต่ถ้านับกันโดยรวมแล้ว รถยนต์คลาสสิกยังสามารถทำผลตอบแทนได้ดีที่สุด โดย 10 ปี วิ่งแรงได้ถึง 457% และถือเป็นความแรงที่มีมาต่อเนื่องหลายปี
ผลตอบแทนไวน์ชั้นดี 10 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 267%
เหรียญกษาปณ์ 195%
เครื่องประดับ 147%
งานศิลปะ 139%
"สำหรับรถยนต์คลาสสิกปี 2559 เป็นปีที่ชะลอตัวลง แม้ว่าราคายังคงเพิ่มขึ้นได้ 9% แต่ถ้าเทียบกับอัตราการเติบโตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่ทำได้ถึง 151% ก็ต้องบอกว่าตลาดรถยนต์คลาสสิกชะลอความเร็วลงไปเล็กน้อย" Dietrich Hatlapa นักวิเคราะห์อาวุโสของ Historic Automobile Group International (HAGI) กล่าว
นักวิเคราะห์อาวุโสรายนี้ยังบอกอีกว่า ผู้เล่นในตลาดรถยนต์คลาสสิกจะเป็นนักสะสมและผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญในตลาดซื้อขายรถยนต์คลาสสิกยังบอกอีกว่า หลายปีที่ผ่านมาตลาดเปลี่ยนจาก "ตลาดของผู้ขาย" มาเป็น "ตลาดของผู้ซื้อ" ในขณะที่ผู้ซื้อก็เริ่มเลือกลงทุนมากขึ้น และเศรษฐีบางคนก็ชอบจะสะสมรถยนต์ในรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น
ขณะที่ Ferrari 1957 335 Sport กลายเป็นรถยนต์คลาสสิกที่ราคาสูงที่สุด จากการประมูลในปารีสด้วยมูลค่า 32 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,184 ล้านบาท
ไม่เพียงแค่ของสะสมเท่านั้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจประกันก็ได้รับผลดีจากการสะสมสิ่งของเหล่านี้ด้วย
ทำไมต้องลงทุนของสะสม
เห็นราคาของสะสมเพื่อการลงทุนของคนในระดับอภิมหาเศรษฐีแบบนี้แล้ว ต้องบอกว่าพวกเขาไม่ได้แค่สะสมกันเล่นๆ เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นของ Knight Frank พบว่า แม้ส่วนใหญ่จะยอมรับว่าสาเหตุที่พวกเขาควักกระเป๋าซื้อของสะสมเหล่านี้ ก็เพราะ "ความชอบส่วนตัว"
พวกเขาให้คะแนนความชอบส่วนตัว 8 เต็ม 10 คะแนน
แต่ที่ได้คะแนนรองลงมาคือ เหตุผลทางการเงิน
พวกเขาสะสมเพราะหวังว่าในอนาคตของสะสมเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยให้คะแนน 7 เต็ม 10 คะแนน
และที่ได้ 6 เต็ม 10 คะแนน คือ การสะสมเพราะคิดว่า จะเป็น "Safe Haven" ให้กับเงินลงทุนของตัวเอง เช่นเดียวกับการสะสม เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน
นอกจากนั้น ก็มีเหตุผลในการสะสมอย่างอื่น เช่น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงฐานะ และเพื่อการเข้าร่วมกลุ่มสังคม ขณะที่บางคนก็สะสมเพราะความอยากรู้อยากศึกษา
เมื่อสำรวจให้ลึกลงไปจะพบว่า พอร์ตลงทุนของมหาเศรษฐีเหล่านี้จะมีของสะสม เช่น งานศิลปะ ไวน์ รถ เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ของพอร์ต
เศรษฐีในแถบละตินอเมริกาจะมีสัดส่วนของของสะสมมากที่สุด ที่ 8% ของพอร์ต ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่ว่ามหาเศรษฐีในละตินอเมริกานิยมมีของสะสมมากที่สุด โดยมีมากถึง 46% ที่มีของสะสมอยู่ในพอร์ตเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่มหาเศรษฐีชาวเอเชีย ไม่ได้ชื่นชอบของสะสมมากเท่ากับมหาเศรษฐีในทวีปอื่น เพราะมีเพียง 26% เท่านั้นที่มีการลงทุนในของสะสม







