
อี-คอมเมิร์ซเดือด แนะผู้ค้ารายย่อยปรับตัว
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสอดรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันแก่สถานการณ์ยุคดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมมือในโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) จัดเสวนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซชำนาญ งามมณีอุดม ที่ปรึกษาโครงการ หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวในการบรรยายเรื่อง การเตรียมความพร้อมสู้ศึกอี-คอมเมิร์ซสำหรับเอสเอ็มอีไทย ว่า ในโลกของเศรษฐกิจดิจิทัล ความเร็วคือหัวใจสำคัญในการแข่งขัน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงนิยามการทำธุรกิจจากปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็น “ปลาที่ว่ายน้ำได้เร็วกว่า กินปลาที่ว่ายน้ำช้ากว่า” นั้นหมายความว่าผู้ประกอบการที่เปลี่ยนแปลงได้เร็ว ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ และสามารถคาดการณ์อนาคตในช่วง 10 ปีข้างหน้ากล่าว คือการมีวิสัยทัศน์ มีโอกาสอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจถึงแม้ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ได้แล้วนั้น แต่ขณะเด
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสอดรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันแก่สถานการณ์ยุคดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมมือในโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) จัดเสวนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซ
ชำนาญ งามมณีอุดม ที่ปรึกษาโครงการ หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวในการบรรยายเรื่อง การเตรียมความพร้อมสู้ศึกอี-คอมเมิร์ซสำหรับเอสเอ็มอีไทย ว่า ในโลกของเศรษฐกิจดิจิทัล ความเร็วคือหัวใจสำคัญในการแข่งขัน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงนิยามการทำธุรกิจจากปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็น “ปลาที่ว่ายน้ำได้เร็วกว่า กินปลาที่ว่ายน้ำช้ากว่า” นั้นหมายความว่าผู้ประกอบการที่เปลี่ยนแปลงได้เร็ว ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ และสามารถคาดการณ์อนาคตในช่วง 10 ปีข้างหน้ากล่าว คือการมีวิสัยทัศน์ มีโอกาสอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจ
ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ได้แล้วนั้น แต่ขณะเดียวกันได้ทำลายรูปแบบธุรกิจเดิม ซึ่งหากไร้การปรับตัวโอกาสอยู่รอดในสนามการแข่งขันเป็นไปได้ยาก ซึ่งเศรษฐกิจดิจิทัลนี้เน้นการเชื่อมโยงระหว่างกัน กรณีตัวอย่าง ในอนาคตการทำงานของคนในออฟฟิศจะลดลง โดยได้คาดการณ์อีก 3 ปีข้างหน้า จะปรากฏการทำงานรูปแบบออนไลน์ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งบริษัทไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานเป็นของตัวเอง
“พลังของเศรษฐกิจดิจิทัลยังมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงสังคมอีกหลายด้าน ทั้งการหลอมรวมสื่อไว้ในจุดเดียวกัน เช่น สื่อโซเชียลมีเดีย การทำลายคนกลางทางธุรกิจ เพราะอินเทอร์เน็ตได้ย่นโลกและระยะทางการติดต่อสื่อสาร กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นการสร้างสรรค์ที่ทำลายธุรกิจเดิม” ชำนาญ กล่าว
ทั้งนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลจะให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งความพึงพอใจของลูกค้า 1 ครั้ง เมื่อแบ่งปันความคิดเห็นลงพื้นที่ออนไลน์ จะสร้างพลังมหาศาลดึงดูดให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ รู้จักสินค้านั้นๆ เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการถูกร้องเรียนจากลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แม้จะมีเพียงรายเดียวแต่ก็สามารถสร้างความเสียหายได้ในวงกว้าง
นอกจากนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลยังทำให้เกิดการผลิตของผู้บริโภคเอง เช่น กรณีแอพพลิเคชั่น อูเบอร์ ซึ่งผู้ใช้แอพพลิเคชั่นสามารถเป็นผู้ผลิตบริการเอง (ผู้ให้บริการ) ได้ จึงเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงภาคบังคับแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการเติบโตได้ในเศรษฐกิจรูปแบบนี้ เช่น การประชาสัมพันธ์ในช่องทางดิจิทัลต้องสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในช่องทางออนไลน์ ทั้งเปลี่ยนตนเองด้วยนวัตกรรมเพื่อมองถึงโอกาสในอนาคต
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของประเทศไทยในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล คือระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม และทักษะการปรับตัวของผู้ประกอบการ ขณะที่มูลค่าตลาดธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-business) กล่าวคือการทำธุรกิจทุกประเภทโดยอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งอี-คอมเมิร์ซ ก็เป็นส่วนหนึ่งของอี-บิซิเนสเช่นกัน
ชำนาญ กล่าวว่า ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์เป็นอันดับที่ 5 ของอาเซียน ด้วยมูลค่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2557 รองจากประเทศ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่อัตราการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซใน 6 ประเทศอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ ในปี 2556-2559 เติบโตเทียบเท่ากับประเทศจีน คือ ประมาณ 25%
จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซที่มีศักยภาพอยู่รอบๆ ประเทศไทย เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ จุดอ่อนอีกประการของประเทศไทยคือการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากร จากเอกสารประกอบการบรรยาย พบว่าในปี 2559 สัดส่วนประชากรที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่อจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศของไทย คือ 28% ซึ่งเป็นจำนวนที่เกือบต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบดิจิทัล
ภญ.โสภา พิมพ์สิริพานิชย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอสซีเอล อีโนเวชั่น เจ้าของแบรนด์โซอี้คาร์ฟ กล่าวว่า 6 เทคนิคสำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1.การสร้างแบรนด์ ประกอบด้วยการสร้างบุคลิกภาพให้แบรนด์ กล่าวคือเมื่อเปรียบเทียบแบรนด์กับคน จะมีลักษณะตัวตนอย่างไร แต่งตัวให้แบรนด์ กล่าวคือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์และเหมาะสมกับตัวตนของแบรนด์ แสดงผ่านชื่อที่เลือกใช้รูปแบบตัวอักษร สี เป็นต้น และการสร้างเรื่องราวให้กับแบรนด์ ซึ่งแบรนด์มีชื่อระดับโลกต่างใช้วิธีการนี้ทั้งสิ้น “คนออนไลน์จะตัดสินใจซื้อจากความรู้สึก”
เทคนิคที่ 2.พรีเมียม (Freemium) คือกลยุทธ์ในการขายสินค้าและบริการโดยการให้ทดลองใช้ในช่วงแรกเพื่อดึงดูดผู้บริโภคสัมผัสกับสินค้าและบริการ 3.ความคุ้มค่า การสื่อให้ผู้บริโภคเห็นถึงความคุ้มค่าในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถดึงนวัตกรรมเข้ามาช่วยได้ 4.กราฟฟิกดีไซน์ เพราะภาพลักษณ์คือสิ่งแรกที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ 5.ซีอาร์เอ็ม (Customer Relation Management) กล่าวคือการรักษาฐานลูกค้าเดิม โดยเก็บข้อมูลหลังจากซื้อขาย 6.เนื้อหา (Content) ที่สื่อสารกับผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ ต้องรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไรและเราต้องการสื่ออะไร เพื่อดึงกลุ่มคนเป้าหมายให้เข้ามาติดตามในสังคมเดียวกัน
“หัวใจสำคัญของการเป็นแบรนด์ คือคนไม่ได้ซื้อเพราะคุณทำสินค้าอะไร แต่คนซื้อเพราะเหตุผลที่คุณต้องผลิต
สินค้านั้นๆ ก็คือการให้ความหมายในแบรนด์สินค้านั้นๆ นั่นเอง อีกทั้งต้องตระหนักว่าธุรกิจปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เมื่อมีข้อมูลในมือต้องรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด” ภญ.โสภา กล่าว







