
ประกัน...เครื่องมือบริหารความเสี่ยง ที่มีประสิทธิภาพ
โดย...ศิวัตม์ สิงหสุตกร นักวางแผนการเงินและที่ปรึกษาด้านประกันอิสระ
โดย...ศิวัตม์ สิงหสุตกร นักวางแผนการเงินและที่ปรึกษาด้านประกันอิสระ
สวัสดีครับ จากตอนที่แล้ว ที่ผมได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนจัดการความเสี่ยง กับเรื่องที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นแล้วกระทบกับเงินในกระเป๋าของเราไปแล้ว ต่อจากนี้เราก็จะมาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการบริหารความเสี่ยงวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดน้อย แต่ถ้าเกิดแล้วจะเกิดความเสียหายมาก คือวิธีการ “ถ่ายโอน” ความเสี่ยงให้กับบุคคลอื่น หรือการ “ทำประกัน” กับบริษัทประกันเพื่อให้บริษัทประกันรับความเสี่ยงแทน แลกกับการที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกันในแต่ละปี
สาเหตุที่การทำประกัน ถ่ายโอนความเสี่ยง เป็นวิธีการบริหารความเสี่ยงวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ก็เพราะ :
1.ความเสี่ยงบางอย่าง มีความเสียหายสูงเกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยงที่เราจะรับไหว
เช่น หากโชคร้าย เกิดไฟไหม้บ้าน หรือตัวเราเกิดเป็นโรคร้ายแรงขึ้นมา มีค่าเสียหาย หรือค่ารักษารวมแล้วหลายล้านบาท หากเราไม่ได้ทำประกัน เราก็อาจจะไม่มีเงินเพียงพอมาจ่ายค่าซ่อมแซม หรือค่ารักษา จนอาจจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายชดเชยค่าเสียหาย การทำประกันโดยโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันมารับผิดชอบค่าเสียหายจำนวนมากแทนเรา จึงช่วยให้เราสามารถจัดการกับมูลค่าความเสียหายจำนวนมากได้ โดยที่เราไม่ต้องแบกรับภาระเอง
2.เป็นการใช้เงินจำนวนน้อย แลกกับเงินจำนวนมาก
หากเกิดความเสียหายขึ้น แล้วเราไม่ได้ทำประกันเอาไว้ นั่นแปลว่า ความเสียหายมีมูลค่าเท่าไหร่ เราก็ต้องควักเงินจ่ายเองตามนั้น แต่เนื่องจากการทำประกันเป็นการ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” คือ นำเงินของคนหลายๆ คนมารวมกันแล้วจ่ายให้กับบางคนที่อาจจะโชคร้าย เกิดความเสียหายบางอย่างในบางเวลา ทำให้เราสามารถจ่ายค่าเสียหายจำนวนมากได้ โดยที่เรา “จ่ายเงินลงขัน” กันเพียงเล็กน้อย ยิ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดน้อยเท่าไหร่ หรือยิ่งมีคนมาร่วมกันแชร์ความเสี่ยงมากขึ้นเท่าไหร่ ค่าเบี้ยที่แต่ละคนจะต้องจ่าย ก็จะยิ่งถูกลงมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่จะได้
3.เป็นการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอน ให้กลายเป็นเรื่องที่แน่นอน ทำให้สามารถวางแผนบริหารจัดการล่วงหน้าได้
หากเราไม่ได้ทำประกันคุ้มครองความเสียหายเรื่องต่างๆ เอาไว้ เราจะไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้เลยว่า ความเสียหายแต่ละครั้งจะมีมูลค่าเท่าไหร่ หรือทำให้เราต้องเสียเงินมากน้อยแค่ไหน บางครั้งอาจจะน้อย บางครั้งอาจจะมาก บางครั้งอาจจะมหาศาล เมื่อเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง และถ้าเกิดแล้วจะต้องเสียเงินเท่าไหร่ ก็ทำให้เราวางแผนเตรียมเงินไม่ถูก ว่าควรจะต้องเตรียมแค่ไหนถึงจะพอดี แต่การทำประกันจะเปลี่ยนความไม่แน่นอนเรื่องค่าเสียหายต่างๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นความแน่นอน ด้วยการรับผิดชอบเพียงแค่ “ค่าเบี้ยประกัน” ที่เราสามารถทราบล่วงหน้าได้ ทำให้เราสามารถวางแผนบริหารจัดการรายจ่ายล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม ไม่ต้องกังวลว่าเราจะมีเงินพอจ่ายความเสียหายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่
4.เป็นการทำให้เกิดความอุ่นใจว่าความมั่งคั่งที่เราสร้างจะได้รับการปกป้องทำให้ฐานะการเงินมีความมั่นคง
หากเราไม่มีการวางแผนทำประกันคุ้มครองความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ แล้ว นั่นหมายความว่า เงินทองที่เราอุตส่าห์ทำงานหามาอย่างยากลำบาก หรือเมื่อหามาแล้วก็เอาไปต่อยอดด้วยการลงทุนให้เงินงอกเงย กว่าจะได้ผลกำไรขึ้นมาสักก้อน แต่พอเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาครั้งหนึ่ง แล้วเกิดความเสียหายอย่างมากอาจทำให้เงินทองหรือผลกำไรที่เราหามาได้ต้องสูญสลายหายไปอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนการเงินของเรามี “รูรั่ว” ที่เงินมีโอกาสรั่วไหลได้ตลอดเวลา การทำประกันจึงเป็นการ “อุด” รูรั่วทางการเงินคุ้มครองเงินที่เราหามาได้ ทำให้เราอุ่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม เงินของเราจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแน่นอน
เห็นไหมครับว่า การทำประกันก็เป็นวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงรูปแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ สำหรับความเสี่ยงบางลักษณะ กว่าการที่เราใช้เงินเก็บเพื่อรับผิดชอบค่าเสียหายเองแต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ก่อนจะตัดสินใจทำประกันเราก็ควรจะพิจารณาถึงความเหมาะสมในการทำของแต่ละบุคคลก่อน ทั้งในเรื่องของวงเงินคุ้มครองที่เหมาะสม ความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน ซึ่งควรจะต้องวางแผนให้จ่ายเบี้ยได้อย่างเหมาะสม ไม่เป็นภาระที่หนักเกินไปเพื่อให้สามารถทำประกันได้อย่างยั่งยืน ไม่เช่นนั้นแล้ว แทนที่จะเป็นผลดี แต่การทำประกันก็อาจจะกลายเป็นผลเสียต่อการเงินของเราเองได้เช่นกันครับ







