
อีก 30 ปีจีดีพีไทยร่วง ขาดแคลนวัยทำงาน
อัตราการเพิ่มของประชากรไทยปี 2593 จะติดลบ 0.3% เท่ากับว่าอัตราการเกิดจะน้อยกว่าอัตราการตาย
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
พีดับบลิวซี (PwC) เครือข่ายบริษัทผู้ให้บริการทางด้านการตรวจสอบบัญชี คำปรึกษาทางด้านกฎหมายและภาษี และคำปรึกษาทางธุรกิจ เปิดเผยว่า อีก 34 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย อาจแซงหน้าไทย หลังจากคาดว่าในปี 2593 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยจะอยู่ที่ 2.78 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ร่วงจากอันดับ 20 ในปี 2559 ไปอยู่ที่อันดับ 25 จากปี 2559 มีมูลค่า 1.16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า จากรายงาน The World in 2050: The long view: how will the global economic order change by 2050? ที่ศึกษาจีดีพี โดยใช้ราคาสินค้าและบริการในสหรัฐเป็นฐาน และแสดงผลในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อเทียบมาตรฐานจีดีพีแบบเดียวกันทั่วโลกจาก 32 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วนรวมกันสูงถึง 85% ของจีดีพีโลก พบว่า สาเหตุที่การเติบโตของจีดีพีไทยตกอันดับลงไป เนื่องจากไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน
โดยคาดว่า อัตราการเพิ่มของประชากรไทยปี 2593 จะติดลบ 0.3% เท่ากับว่าอัตราการเกิดจะน้อยกว่าอัตราการตาย ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการผลิต ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศจะชะลอตัวตาม และวัยทำงานที่ลดลงอาจส่งผลให้ค่าแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและกดดันอัตราเงินเฟ้อในที่สุด
ทั้งนี้ หากเทียบกับอินโดนีเซีย มีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ย 0.6% ต่อปี ฟิลิปปินส์ เพิ่มเฉลี่ย 1.1% ต่อปี มาเลเซีย เพิ่มเฉลี่ย 0.8% ต่อปี และเวียดนาม 0.5% ต่อปี โดยคาดการณ์จีดีพีในปี 2593 ของอินโดนีเซียจะขยับมาอยู่ที่อันดับ 4 ของโลก ด้วยมูลค่า 10.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ อยู่ในอันดับ 19 ด้วยมูลค่าประมาณ 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนาม อยู่ในอันดับ 20 คาดการณ์มูลค่าจีดีพีที่ 3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนมาเลเซียอยู่ในอันดับ 24 มูลค่าจีดีพี 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
“ประเทศไทยต้องเร่งวางแผนเพื่อรับมือโครงสร้างประชากรที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยรัฐฯ อาจมีมาตรการสนับสนุนให้ภาคการผลิตนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อทดแทนแรงงานที่จะลดลงในอนาคตและเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอีกทางหนึ่งด้วย นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นให้ครอบครัวไทยมีบุตรมากขึ้นผ่านมาตรการทางภาษี เพื่อลดปัญหาอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลง และกระตุ้นให้คนไทยออมเพื่อการเกษียณอายุให้มากขึ้น เพื่อลดภาระของรัฐบาลและการใช้จ่ายของผู้สูงอายุในปัจจุบัน ที่อาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้า” ศิระ กล่าว
นอกจากนี้ ในอีก 34 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตเฉลี่ย (ปี 2559-2593) ปีละ 2.6% โดยขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะย้ายออกจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะยุโรป มาสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่มีประเทศในกลุ่ม E7 (จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และตุรกี) เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าในอีก 34 ปีข้างหน้า กลุ่ม E7 จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.5%
ขณะเดียวกัน ปี 2593 กลุ่ม E7 จะมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนรวม 50% ของจีดีพีโลก โดยจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด แทนที่สหรัฐ โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ มาจากความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เติบโต ส่งผลให้จำนวนแรงงานในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ดี กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังต้องลงทุนด้านการศึกษา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และกฎหมาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ







