
สร้างวัฒนธรรมองค์กร สไตล์ อนันดา เออเบิน เทค
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ประกาศตัวเป็น UrbanTech ที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย พร้อมเปิดออฟฟิศใหม่ในสไตล์เดียวกับออฟฟิศย่านซิลิคอน วัลเลย์ ตักศิลาของเหล่าบรรดาสตาร์ทอัพอันโด่งดัง นี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นของการปรับตัวครั้งใหญ่สู่การมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งและเติบโตได้อย่างยั่งยืนของ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์
ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เชื้อเชิญทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ไปชมออฟฟิศใหม่ย่านคลองเตย พร้อมกับเล่าที่มาที่ไปว่า ออฟฟิศใหม่เป็นเพียงแค่ฮาร์ดแวร์ที่ตั้งใจทำขึ้นมารองรับกับซอฟต์แวร์ซึ่งก็คือคน เพื่อนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กร
ผลกำไรแม้จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งพิสูจน์มาแล้วด้วยระยะเวลาเป็นร้อยๆ ปี คือ วัฒนธรรมองค์กรที่จะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งต้องสร้างขึ้นใหม่ หา S-curve ใหม่ หาของใหม่ๆ การจะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องหาสถานที่ที่จะจุดประกายความคิดของคนในเจเนอเรชั่นใหม่ สถานที่ที่จะเป็น Knowledge เป็นสถานที่ที่ได้แชร์ไอเดียกัน ไม่มีการสั่งงานหรือการสื่อสารที่เป็นชั้นๆ ลงมา ด้วยการทำองค์กรให้แบนราบเชื่อมต่อกันเหมือนเซลล์มีนิวเคลียสอยู่ตรงกลางและกระจายออกไป
เมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้ก็ต้องกลับมาดูที่ฮาร์ดแวร์ ก็คือ สถานที่ ต้องดีไซน์ว่า แต่ละแผนกทำงานกันอย่างไร การ Flow ของงานตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำเป็นอย่างไร ก็ต้องจัดให้สอดคล้องกัน ผู้บริหารระดับสูงหรือแม้กระทั่งคณะกรรมการบริษัท ก็จะนั่งรวมกับพนักงานไม่มีการแบ่งห้องผู้บริหาร เพื่อให้เป็นองค์กรที่ไม่มีระดับชั้น
“การที่จะทำเฉพาะด้านซอฟต์แวร์อย่างเดียวมีการทำออร์แกไนเซชั่น ดีไซน์ หรือเอชอาร์ กว่าคนจะเปลี่ยนแปลง หรือจะเก็ตตามหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็จะขอเงินบอร์ดอยู่แล้ว ก็เลยขอมา 300 ล้านบาท ทำให้เป็นออฟฟิศอย่างที่ต้องการ เพื่อสร้างองค์กรในระยะยาววางเป้าเป็น 10 ปี ให้เป็นองค์กรที่ยั่งยืนเป็น 100 ปี เป็นองค์กรที่มีชานนท์ หรือไม่มีชานนท์ องค์กรก็ยังเติบโต และสามารถอยู่ได้ เพราะทุกคนรู้หน้าที่ในระบบเซลล์ของเราแล้ว นั่นคือเป้าหมายที่ตั้งไว้
ตอนที่ตัดสินใจเช่าตึก FYI ที่อยู่ในย่านคลองเตย ทุกคนก็รู้ว่ามีออฟฟิศในสุขุมวิทติดรถไฟฟ้าก็มีให้เลิกเยอะ เราก็ดู 2 อย่าง อย่างแรกต้องติดรถไฟฟ้า เพราะเราทำอสังหาฯ แนวรถไฟฟ้า และที่ผมเลือกตรงนี้ มีตลาดคลองเตยอยู่ด้านข้างๆ ออฟฟิศ ผมมองว่า มันมีสีสัน เป็นชีวิตจริงๆ ของคนที่ต้องดิ้นรน มันปลุกพลังในตัวเราได้ แตกต่างกับการอยู่ในเมืองที่รถก็ติด ชีวิตก็เป็นเหมือนฟองสบู่ อยู่กับบับเบิ้ล ส่วนแนวคิดของอาคารที่ได้คุยกับทางโกลเด้น แลนด์ ก็มีความรู้สึกว่า เหมือนออฟฟิศนี้เขาทำไว้ให้เราโดยเฉพาะ” ชานนท์ กล่าว
เมื่อทุกอย่างพร้อม เราก็ตัดสินใจทำทันที แม้ว่าในกระบวนการต่างๆ ต้องใช้เวลา แต่สำหรับการเริ่มต้นต้องทำในทันที เริ่มด้วยการรีออร์แกไนซ์ในระดับท็อปแมเนจเมนต์ทั้งหมดพร้อมกับผลักดันระดับพนักงานขึ้นมาเป็น MD เป็นการ Rotate ในแบบ 360 องศา เอาหน้าบ้านไปอยู่หลังบ้าน เอาฝ่ายขายไปดูงานก่อสร้างแล้วให้ช่วยโค้ชกันเอง ก็เพื่อฝึกให้ทุกคนเป็น CEO ผลที่ได้ใน 2-3 ปีข้างหน้า เราก็จะได้ผู้บริหารที่ครบเครื่องรู้ทุกอย่างขององค์กร จะมีระดับเอ็มดี 6-7 คน มี Potential CEO ประมาณ 6-10 คน ที่พร้อมสำหรับการขยายงานออกไปทั้งการสนับสนุนสตาร์ทอัพที่จะต้องมีการตั้งบริษัทใหม่ หรือการขยายไปในอาเซียน ซึ่งต้องมี CEO เข้าไปดูแลในแต่ละประเทศ
ขณะเดียวกันได้สร้างบรรกาศการทำงานในองค์กรให้พนักงานรู้สึกอยากมาทำงานทุกวัน ที่นี่ไม่มีการตอกบัตรเข้าทำงาน มาเวลาไหนก็ได้ มีที่นอนให้สามารถนอนตอนไหนก็ได้ และสามารถนั่งทำงานตรงไหนก็ได้ มีข้าวกลางวันให้ทานฟรี ออกค่ารถไฟฟ้าให้พนักงาน ค่าอาหารกับค่ารถตกประมาณ 50 ล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเทกแคร์ให้กับพนักงาน รวมถึงการสร้างอุณหภูมิ การเพิ่มออกซิเจนในตัวอาคาร
“สิ่งที่ทำเพื่อให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน แต่ตอนส่งงานต้องส่งให้ได้นะ ซึ่งผมจะเข้มในเรื่องนี้” ชานนท์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่ให้สตาร์ทอัพที่เป็นพันธมิตร 10 ราย มานั่งทำงานอยู่ในที่เดียวกัน ทำอยู่หลายเรื่องที่บริษัทสนใจเป็นเรื่อง คลาวด์ ฟันดิ้ง โลจิสติกส์ การรับส่งคนจากโครงการมาที่สถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเรามองไปถึงมอเตอร์ไซค์ที่เหมือนหุ่นยนต์วิ่งรับ-ส่งลูกค้าจากโครงการมายังสถานีรถไฟฟ้า
ชานนท์ กล่าวว่า การปรับตัวครั้งใหญ่นี้ก็เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัทที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอีก 4 ปีข้างหน้า จากปีที่แล้วมียอดโอนกรรมสิทธิ์ 1.6 หมื่นล้านบาท เป็น 3 หมื่นล้านบาทในปีนี้ และจะเป็น 4.5 หมื่นล้านบาทในปีหน้า จนถึงปี 2563 จะมียอดโอน 6-7 หมื่นล้าน จาก 1.6 หมื่นล้านบาท ไปถึง 6-7 หมื่นล้านบาทในเวลา 4 ปี โดยมีพนักงานอยู่ที่ประมาณ 700 คน รวมบริษัทในเครือประมาณกว่า 1,000 คน ภายใตเงื่อนไขการเติบโตเพิ่มขึ้น 4 เท่า พนักงานก็ได้เค้กที่ใหญ่ขึ้น 4 เท่าด้วยเช่นกัน เพราะจะใช้จำนวนคนเท่าเดิม
“ถามพนักงานว่า เอามั้ยถ้าได้แบบนั้น ทุกคนก็เอาด้วย แต่สำคัญคือต้องเล่นกับเทคโนโลยีให้เป็น โดยที่ผู้บริหารพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกๆ ด้าน เพื่อให้มีความกล้าที่จะทำงานออกมา ผิดก็ไม่เป็นไร เพราะการทำเรื่องนวัตกรรมเหมือนทำงานในห้องทดลองกว่าจะได้สตาร์มา 1 ดวง ก็อาจจะล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง เพียงแต่ผู้บริหารต้องพร้อมให้การสนับสนุน” ชานนท์ ยอมรับด้วยว่า การปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่นี้ ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ และต้องใช้เวลากับการก้าวสู่ความเป็นอนันดาอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์







