
ธปท.ชี้อีมันนี่ฮอตปีนี้แนวโน้มโตสูงกว่า20%
ธปท.เผยบริการอีมั่นนี่ฮอตปีที่แล้วโต 20% มีมูลค่า 8 หมื่นกว่าล้านบาท คาดปีนี้แนวโน้มโตมากขึ้น ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมความสะดวก
ธปท.เผยบริการอีมั่นนี่ฮอตปีที่แล้วโต 20% มีมูลค่า 8 หมื่นกว่าล้านบาท คาดปีนี้แนวโน้มโตมากขึ้น ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมความสะดวก
นายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมาการให้บริการอีมันนี่ (E –Money) ที่เป็นการให้บริการชำระเงินอีกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินไว้ในบัตรเพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการที่กำหนด อาทิ บัตรเงินอีเล็กทรอนิกส์ บัตรเงินสด บัตรเงินดิจิทัล บัตรรถไฟฟ้า ฯลฯ และการเก็บเงินไว้ในเครือข่าย (Network Based) เช่น การเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีวอลเลท) ทั้งหมดนี้มีมูลค่าใช้จ่ายเติบโตประมาณ 20% มีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
“ส่วนในปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตได้ดีกว่าปีที่แล้ว เป็นไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมใช้บริการมากขึ้น ฉะนั้น จากผู้ให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น ประชาชนผู้บริโภคควรตรวจสอบก่อนใช้บริการ”นายณพงศ์ธวัชกล่าว
นายณพงศ์ธวัช กล่าวว่า วิธีตรวจสอบเบื้องต้นนอกจากการดูรายชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากเว็บไซด์ธปท.แล้ว สามารถทำได้โดย อาจดูจากเงื่อนไขการให้บริการ สอบถามวิธีการคืนเงินดูในเบื้องต้นว่าสะดวกหรือไม่ ซึ่งตามเกณฑ์ต้องแลกคืนเป็นเงินสดได้ภายใน 15 วัน หรืออาจสอบถามถึงช่องทางการร้องเรียนกรณีบริการมีปัญหา เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากผู้ให้บริการไม่ทำตามเกณ์จะมีบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการเปรียบเทียบปรับจากการผิดเกณฑ์บ้างในบางราย
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบกิจการอีมันนี่รวม 103 บริษัท แต่มีใบอนุญาตให้บริการอีมันนี้รวม 29 ใบ จากการออกใบอนุญาตการให้บริการในระบบชำระเงิน (อีเพย์เม้นท์) รวมทั้งสิ้น 181 ใบอนุญาต ซึ่งผู้จะให้บริการอีมันนี่ได้ต้องแจ้งและขออนุญาตธปท. และต้องมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นไม่ต่อกว่า 200 ล้านบาท และเงินที่ลูกค้าจ่ายมาเติมไว้ในอีมันนี่ก็ห้ามนำไปใช้อย่างอื่นต้องฝากธนาคารไว้เท่านั้น เพราะเปนการคุ้มครองผู้บริดภคอีกทาง







