posttoday
BTS พร้อมเติบโตทุกธุรกิจ

BTS พร้อมเติบโตทุกธุรกิจ

14 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

“สุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์” ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ให้สัมภาษณ์ว่า ปี 2560 จะเป็นปีที่จะเห็นการเปิดประมูลโครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ออกมามากต่อเนื่องจากปี 2559 ซึ่ง BTS จะเข้าไปมีส่วนร่วมทุกสาย ได้แก่ งานการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) รถไฟฟ้าสายสีเทา (วัชรพล-พระโขนง-สะพานพระราม 9-ท่าพระ) รถไฟฟ้า LRT และโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองธนบุรี-ประชาธิปก

 เมื่อรวมจำนวนโครงการใหม่ที่บริษัทมีส่วนร่วมชนะการประมูลมาแล้ว ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สําโรง) อีกทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จะมีเส้นทางการรถไฟฟ้าที่บริษัทเป็นผู้ดูแลความยาวเพิ่มอีก 100 กิโลเมตร เมื่อรวมกับโครงการเดิมที่มีจะมีความยาวรวมทั้งสิ้น 139.15 กิโลเมตร ครอบคลุมให้บริการประชากร 1 ใน 3 ของกรุงเทพฯ ส่งผลให้ใน 3-4 ปีข้างหน้า หรือช่วงปลายปี 2563 หรือต้นปี 2564 หลังโครงการใหม่ที่ได้มาทยอยเปิดให้บริการและสร้างรายได้เพิ่มเข้ามา BTS มีโอกาสจะเป็นหุ้นเติบโต

 BTS จะมีรายได้จากเฉพาะระบบขนส่งมวลชนเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านบาท เพราะผู้โดยสารที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสหลังเปิดให้บริการโครงการใหม่ที่ชนะประมูลมาแล้วครบ จะมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยเพิ่มเป็นจำนวน 1.7-2 ล้านคน/วัน จากเดิมที่ 7 แสนคน/วัน ทำให้ในปี 2564 BTS จะมีรายได้จากธุรกิจระบบขนส่งมวลชนเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 6-7 เท่าตัว จากปัจจุบัน โดยรายได้จากธุรกิจระบบขนส่งมวลชนมีข้อดีคือจะมีความสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งสัดส่วนรายได้จากระบบขนส่งมวลชนจะเป็นฐานรายได้หลักเพิ่มเป็นสัดส่วน 60-70% จากปัจจุบันที่ 40% ของรายได้ของ BTS

บริษัทมีนโยบายนำสินทรัพย์ใหม่มาขายเข้าเพื่อขยายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ขยายโครงการใหม่ๆ รองรับนโยบายที่รัฐบาลมีโรดแมปจะพัฒนาระบบรถไฟฟ้าความยาวถึง 508 กิโลเมตร รวมถึงมีความสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการรถไฟทางคู่หลังได้ศึกษาเตรียมความพร้อมมาแล้วใน 2 ปีที่ผ่านมา

กรณีการตั้ง “กิจการร่วมค้า บีเอสอาร์” หรือ BSR เป็นการร่วมทุนกับ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) เพราะจะใช้ความเชี่ยวชาญแต่ละด้านที่มีมาทำงานร่วมกันถือว่าทั้งสองบริษัทเป็นพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่ง โดย BSR สามารถชนะประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สําโรง) เมื่อโครงการรถไฟฟ้าเสร็จแล้ว จะสร้างประโยชน์ต่อเนื่องของธุรกิจในกลุ่มทั้งอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินเปล่าเฉพาะส่วนที่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าจำนวน 800 ไร่ มูลค่าประมาณรวม 1.7 หมื่นล้านบาท

แหล่งเงินลงทุนที่จะใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง มูลค่า 1 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างให้ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้จัดโครงสร้างแหล่งเงินกู้เป็นสินเชื่อโครงการวงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจะเป็นส่วนทุนที่ BSR ต้องใส่เข้ามาประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะแบ่งใส่เงินตามสัดส่วนการถือใน BSR ซึ่ง BTS ถือหุ้นสัดส่วน 75% โดยตามสัญญาที่เซ็นไว้ให้สิทธิ RATCH ถือหุ้นเพิ่มได้ถึง 40% จากปัจจุบัน 10% และ STEC ยังคงสัดส่วนเดิมที่ 15%

หาก BTS สามารถชนะงานประมูลใหม่ในปี 2560 นี้ส่วนใหญ่จะเป็นงาน O&M ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่ได้สูงโดยแหล่งเงินทุนจะใช้จากกระแสเงินสดภายใน เพราะรายได้จากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือและใต้ที่ทยอยเปิดให้บริการในปี 2560-2561 ใน 3 ปีจะมีรายได้เพิ่มอีกจากโครงการนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท/ปี สามารถนำไปใช้ขยายการลงทุน รวมถึงนำไปทยอยชำระคืนหนี้ได้ ส่วนอีกราว 4 ปี สายสีเหลืองกับสีชมพูเริ่มเปิดให้บริการจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบวกค่าโดยสารด้วย

ด้านแผนธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันมีบริษัทร่วมทุน ได้แก่ “เบย์วอเตอร์” ที่ถือหุ้นสัดส่วน 50% ร่วมกับ บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ (GLAND) ที่ชนะการประมูลซื้อที่ดินโครงการบางกอกโดม พลาซ่า ที่บริเวณถนนพหลโยธิน พื้นที่ 46 ไร่ ถือเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ อีกทั้งมีแผนจะตัดถนนผ่านพื้นที่ของโครงการเพื่อเชื่อมการเดินทางระหว่างถนนพหลโยธินกับวิภาวดี ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่นี้จึงสามารถทยอยพัฒนาโครงการต่างๆ ได้จำนวนมากบนที่ดินแปลงนี้ อาทิ ศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม ทั้งรูปแบบการตัดแบ่งขายที่ดินบางส่วนออกไป แต่รูปแบบจะมีการทำแผนพัฒนาโครงการร่วมกันด้วย ขณะนี้เจรจากับผู้สนใจจำนวนหลายรายโดยแผนทั้งหมดจะสรุปได้ภายในช่วงครึ่งแรก ปี 2560 ส่วนที่ดินแปลงธนาซิตี้ 400 ไร่ ซึ่งมีทำเลที่ดีมากเพราะอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า LRT อยู่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ สามารถสร้างพัฒนาเป็นเมืองรูปแบบใหม่ ทั้งโรงเรียนอินเตอร์ โรงแรม โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีบริษัท ยู ซิตี้ (U) โดย BTS เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 35.64% ได้แต่งตั้ง ปิยพร พรรณเชษฐ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์และชำนาญในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมี 2 โครงการขนาดใหญ่ที่จะพัฒนาบนที่ดินแปลงพญาไทขนาด 6 ไร่ ซึ่งอยู่ติดทั้งสถานีบีทีเอสและแอร์พอร์ตลิงค์พญาไท และที่ดินแปลงจตุจักรขนาด 10 ไร่ ซึ่งติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอสมูลค่าลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อโครงการ เป็นโครงการผสม (มิกซ์ยูส) จะเริ่มก่อสร้างในปี 2560 นี้ ซึ่งจะเป็นโครงการสร้างรายได้ประจำจากค่าเช่า

ทั้งนี้ บริษัทยังร่วมทุนกับบริษัท แสนสิริ (SIRI) เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อขายตามแนวรถไฟฟ้าซึ่งตามแผนในปี 2560 โครงการคอนโดมิเนียมของ SIRI ทั้งหมดมีสัดส่วนประมาณ 50% ที่เป็นโครงการที่ร่วมทุนกับ BTS นอกจากนี้ธุรกิจอีกกลุ่ม คือ มีเดีย ที่ทำผ่านบริษัทลูก คือ บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) จะเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจขนส่งมวลชนเพราะจะมีพื้นที่โฆษณาเพิ่มมากขึ้นจากจำนวนขบวนรถไฟฟ้าที่จะเข้าให้บริการเพิ่มอีกประมาณ 300 คัน

กลุ่มธุรกิจร้านอาหารหากเติบโตและมีความพร้อม BTS จะแยกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แต่บริษัทยังคงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะเป็นโอกาสในการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจและทำให้ได้คนที่มีความสามารถมาร่วมงานด้วย ปัจจุบันมีจำนวน 5 แบรนด์ ทำรายได้ให้กลุ่ม BTS 500 ล้านบาท/ปี และทำกำไรได้ดี

BTS ประกาศกำไรไตรมาส 3 ปี 2559/2560 สิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2559 มีกำไรสุทธิ 468 ล้านบาท ลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 9 เดือนแรกปี 2559/2560 มีกำไรสุทธิ 1,564 ล้านบาท ลดลง 62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

นอกจากนั้น จะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสองแห่งและบริษัทร่วมทุนแห่งหนึ่งจะเข้าทำสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และบริษัทร่วมทุนอีกแห่งหนึ่งจะเข้าทำสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยบริษัทร่วมทุนแต่ละแห่งจะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 1.4 หมื่น-17,423 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 10 บาท โดย BTS ถือหุ้น 75% STEC 15% และ RATCH 10% ในบริษัทร่วมทุนแต่ละแห่ง

ต้องติดตามผลงานที่แท้จริงปีนี้ของ BTS ดูว่าจะก้าวกระโดดเป็นหุ้นเติบโตได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่