
LPNชงผู้ถือหุ้นทำธุรกิจเพิ่ม นาโนไฟแนนซ์-กองทุนฯ
LPN ชงผู้ถือหุ้นทำธุรกิจเพิ่ม
LPN ชงผู้ถือหุ้นทำธุรกิจเพิ่ม
นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) เปิดเผยว่า บริษัทจะเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 31 มี.ค. เพื่อขออนุมัติในการเพิ่มวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจเพิ่มอีก 8 ข้อ จากเดิม 46 ข้อ เป็น 54 ข้อ สำคัญเช่น การจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์บริหาร/จัดการกองทุน และ/หรือที่เป็นลักษณะคล้ายคลึงกัน รวมทั้งบริหาร/จัดการกองทุนอสังหาริมทรัพย์อื่นที่เกี่ยวข้อง
การประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (Nano Finance) ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศที่เกี่ยวข้อง และประกอบธุรกิจระบบการเงินระดับฐานราก
(Microfinance) (เมื่อได้รับอนุญาตจากทางราชการ)
การประกอบกิจการบริการรับโฆษณาทางสื่อการใช้คอมพิวเตอร์ระบบต่างๆ รวมทั้งระบบอินเทอร์เน็ตในระบบสื่อสารโทรคมนาคม และทางสื่อโฆษณาอื่นๆ ได้แก่ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์
ตลอดจนรับจ้างออกแบบโฆษณาและผลิตสื่อโฆษณาทุกชนิด ทุกประเภททางสื่อต่างๆ การประกอบกิจการโรงเรียน สถานศึกษา สนามและศูนย์ฝึกซ้อมการกีฬา รับทำการฝึกสอน และอบรมทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการกีฬา
อย่างไรก็ตาม ผลดำเนินงานงวดปี 2559 กำไรของ LPN ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้โดยมีกำไรสุทธิ 2,176.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,413.39 ล้านบาทและคณะกรรมการบริษัทมีมติให้ผลงวดครึ่งปีหลังปี 2559 อีกหุ้นละ 0.60 บาท ทำให้ทั้งปีนี้จ่ายปันผลทั้งสิ้น 0.90 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต ระบุว่า อยู่ระหว่างการปรับประมาณการผลดำเนินงานของ LPN หลังจากบริษัทเตรียมขยับการทำธุรกิจจากจับกลุ่มลูกค้าระดับล่างสู่บน ได้รับการตอบรับอย่างดี เห็นได้จากยอดพรีเซลสองโครงการใหม่ที่มักกะสัน และบางนาที่ดี โดยมียอดพรีเซลในเดือน ม.ค. แตะ2,100 ล้านบาท และเราคาดว่ายอดพรีเซลในปีนี้ของ LPN จะพลิกกลับมาฟื้นตัวอีกโดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับที่เราประมาณไว้โดยเราคาดว่าในปีนี้ กําไรสุทธิของ LPN จะลดลง 40%
“กําไรสุทธิ 4 ปี 2559 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้โดยมีกําไรสุทธิ 283 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเปรียบเทียบงวดปีก่อนและลดลง 9% จากไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากการมีรายได้และอัตรากําไรขั้นต้นที่ลดลงโดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 2,600 ล้านบาท ลดลง 21% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากการมียอดพรีเซลที่อ&O3242;อนแอในไตรมาส 4 ปี 2559 แต่เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการรับรู้รายได้จากยอดสินค้าในมือของสองโครงการคอนโดมิเนียมที่เพิ่งแล้วเสร็จในอัตรากําไรขั้นต้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 30.9% ลดลงจาก 31.5% เนื่องจากการมีสองโครงการเสร็จใหม่ภายใต้แบรน์ระดับล่างได้แก่โครงการ Lumpini Ville Nakhon In-Riverview และโครงการ Lumpini MixxThepharak-Srinakarin และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง จึงทําให้บริษัทมีอัตรากําไรขั้นต้นที่ลดลง”
ด้านราคาหุ้น LPN ปิด 12.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท
FPI จ่อคว้างาน OEM
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2560 ว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 10% ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาโดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเข้ารับงานรับจ้างผลิต (OEM) ในแถบประเทศยุโรปมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตของงาน OEM จะมากกว่าการจำหน่ายอะไหล่ทดแทนในทุกๆ ปี เนื่องจากมีการขยายฐานการรับจ้างผลิตให้กับลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งมาร์จิ้นของ OEM อยู่ในระดับสูงถึง 50%
“หากบริษัทได้รับงาน OEM ให้กับลูกค้าในแถบประเทศยุโรปเข้ามา 3 โปรเจกต์ และมีวอลุ่มในปริมาณมาก มีโอกาสที่แนวโน้มผลประกอบการในปี 2560 จะทำสถิติใหม่สูงสุดต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา” นายสมพล กล่าว
สำหรับโปรเจกต์ใหม่จากลูกค้าในแถบประเทศยุโรปบริษัทได้รับอนุมัติคำสั่งซื้อแล้วในไตรมาสแรกปี 2560 ซึ่งมีมูลค่าราว 100 ล้านบาท หากเป็นไปตามแผน บริษัทจะเริ่มผลิตและส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายได้ปลายไตรมาส 3 และจะรับรู้รายได้เข้ามาเต็มปีได้ในปี 2561
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับความสนใจในสินค้าของบริษัทจากลูกค้าใหม่ในตลาดอเมริกาซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดครั้งสำคัญของ FPI โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีสรุปในไตรมาสแรกปี 2560 นี้และจะส่งมอบในปลายไตรมาส 3 เช่นกัน มูลค่าออร์เดอร์กว่า 100 ล้านบาท
นายสมพล กล่าวอีกว่า แนวโน้มการเติบโตของงาน OEM จะมากกว่าการจำหน่ายอะไหล่ทดแทน เนื่องจากบริษัทได้มีการขยายฐานด้านการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น และมาร์จิ้นของ OEM อยู่ในระดับสูงถึง 50% และคาดว่าบริษัทจะเน้น SEGMENT OEM (ACCESSORIES) ซึ่งจะมีการเจริญเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% ของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากการจำหน่ายอะไหล่ทดแทน 70% และรายได้จากงาน OEM 30% โดยปัจจุบันมีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 900 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50%
สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานในประเทศอินเดีย โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนร่วมกับพันธมิตรภายใต้ชื่อ ALP FPI PARTS PRIVATE LIMITED คาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญา 30 พ.ค. 2560 อย่างไรก็ตาม คาดว่าโปรเจกต์แรกที่ได้เข้ามาจะใช้กำลังการผลิตจากโรงงานในประเทศไทย







