ตลาด "สมาร์ทวอตช์" น่าห่วง ดีมานด์ซบ-รายเล็กไม่รอด
สาเหตุหลักที่ส่งผลให้ดีมานด์สมาร์ทวอตช์ปรับตัวลง มาจากฟังก์ชั่นการใช้งานที่ยังไม่น่าตื่นตาตื่นใจมากพอ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ความเคลื่อนไหวของตลาดสมาร์ทวอตช์ในช่วงไม่นานนี้ ดูเป็นไปในทิศทางที่น่าเป็นห่วง โดย สตราเตจี อนาไลติกส์ บริษัทวิจัยด้านธุรกิจและการตลาด เปิดเผยว่า ยอดขายสมาร์ทวอตช์ทั่วโลกนั้นปรับตัวขึ้นเพียง 1% ในไตรมาส 4 ปี 2016 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอยู่ที่ 8.2 ล้านเครื่อง ขณะที่ตลอดทั้งปี 2016 ยอดขายสมาร์ทวอตช์ทั่วโลกทั้งหมดอยู่ที่ 21.1 ล้านเครื่อง
“ตลาดสมาร์ทวอตช์ขยายตัวขึ้นมาเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทรายใหญ่อย่างแอปเปิ้ล เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ และดีมานด์ สมาร์ทวอตช์ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐและอังกฤษ” นีล แมวสตัน ผู้อำนวยการบริหารของสตราเตจี อนาไลติกส์ กล่าว
รายงานยังระบุว่า สมาร์ทวอตช์ของแอปเปิ้ลครองส่วนแบ่งตลาดไปถึง 55% เมื่อปีที่ผ่านมา ตามด้วยซัมซุงที่ 11% ขณะที่สมาร์ทวอตช์รายอื่นๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันที่ 34%
การที่ไม่สามารถแข่งขันกับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ได้นั้น ทำให้บริษัทสมาร์ทวอตช์รายเล็กกว่าค่อยๆ หายไปจากธุรกิจ เช่น โมโตโรล่า ที่ประกาศยุติการจำหน่ายสมาร์ทวอตช์ โมโต 360 ไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้บนร้านออนไลน์ของบริษัท
ด้าน ฟิตบิต บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Device) ได้หาทางเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการซื้อ เพบเบิล สตาร์ทอัพสมาร์ทวอตช์ดาวรุ่งไปช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อหวังแข่งขันกับสมาร์ทวอตช์ของแอปเปิ้ล แต่การดำเนินการดังกล่าวกลับไม่ช่วยฟิตบิตเท่าที่ควร โดยบริษัทเปิดเผยเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่ารายได้ไตรมาส 4 ปี 2016 คาดว่าจะอยู่ที่เพียง 572-580 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2 หมื่นล้านบาท) ต่ำกว่าเป้าหมายรายได้ที่ประกาศเมื่อไตรมาสก่อนหน้านั้นที่ 725-750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.54-2.63 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากดีมานด์สินค้าของบริษัทปรับตัวลดลง แนวโน้มรายได้ที่อ่อนแอยังทำให้ฟิตบิตประกาศลดพนักงานราว 6% หรือคิดเป็นประมาณ 110 ราย
สาเหตุหลักที่ส่งผลให้ดีมานด์สมาร์ทวอตช์ปรับตัวลง มาจากฟังก์ชั่นการใช้งานที่ยังไม่น่าตื่นตาตื่นใจมากพอ โดย แอนดรอยด์กายส์ เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี ระบุว่า ก่อนหน้านี้สมาร์ทวอตช์คาดว่าจะเข้ามาพลิกโฉมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค อย่างไรก็ดีในปัจจุบันสมาร์ทวอตช์ที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สมาร์ทวอตช์ที่ใช้ติดตามข้อมูลสุขภาพและการออกกำลังกาย กับสมาร์ทวอตช์ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ
ทั้งนี้ ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ยังไม่หลากหลายพอ รวมถึงข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ผู้บริโภคที่ซื้อสมาร์ทวอตช์ไปไม่ค่อยนำออกมาใช้งานเท่าที่ควร โดย บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ เปิดเผย ผลการสำรวจผู้บริโภคล่าสุด จำนวน 9,592 คน ในสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย พบว่าเจ้าของสมาร์ทวอตช์ประมาณ 29% เลิกใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวไปแล้ว
รับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่
เว็บแอนดรอยด์กายส์ ระบุว่า จุดแข็งของสมาร์ทวอตช์คือความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านได้ ซึ่งหากมีการพัฒนาให้สมาร์ทวอตช์ตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น จะช่วยให้สมาร์ทวอตช์มีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต
ทั้งนี้ การประกาศเปิดตัวแอนดรอยด์แวร์ 2.0 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่บนสมาร์ทวอตช์ของกูเกิล ได้สร้างความตื่นเต้นและความหวังใหม่สำหรับผู้ผลิตสมาร์ทวอตช์ เนื่องจากระบบดังกล่าวช่วยให้สมาร์ทวอตช์ทำงานได้อย่างอิสระยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ใช้งานคีย์บอร์ดได้ และยังรองรับการเชื่อมต่อไว-ไฟ ระบบจีพีเอส รวมถึงเอ็นเอฟซี ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานแอนดรอยด์เพย์ แพลตฟอร์มชำระเงินออนไลน์ของกูเกิล อีกทั้งยังมีบริการกูเกิล แอสซิสแทนซ์ หรือผู้ช่วยเหลือดิจิทัลด้วยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ กูเกิลตั้งใจปล่อยระบบปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ได้เลื่อนออกไปเนื่องจากต้องการปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น โดย เบน วู้ด นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยเทคโนโลยี ซีซีเอส อินไซต์ กล่าวว่า กูเกิลเลื่อนเวลาออกไป เนื่องจากต้องการยกเครื่องระบบปฏิบัติการ เพื่อสร้างฟังก์ชั่นการใช้งานที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น
ด้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง มองเห็นอนาคตของอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะนี้เช่นกัน โดยบริษัทเครื่องประดับ ริชไลน์ กรุ๊ป ในเครือของเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ที่บัฟเฟตต์เป็นเจ้าของ จะเปิดตัว เอลา (Elegant Lifestyle Accessories) ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ซึ่งเป็นเครื่องประดับอัจฉริยะที่สามารถตั้งค่าสีสันและการแจ้งเตือน เมื่อมีผู้โทรศัพท์หรือส่งข้อความเข้ามา
บัฟเฟตต์ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซีว่า เอลาเป็นการต่อยอดธุรกิจเครื่องประดับ ซึ่งนับว่าเป็นสินค้าที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดมากนักในหลายปีที่ผ่านมา ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไป เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น และปรับให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ยิ่งกว่าเดิม
ภาพ...เอเอฟพี


